เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
บีโอไอ อนุมัติ “เอเอที” ลงทุน 7,400 ล้านบาท ผลิตมาสด้า B-SUV MHEV ใน ปี 2570 
Automotive บีโอไอ อนุมัติ “เอเอที” ลงทุน 7,400 ล้านบาท ผลิตมาสด้า B-SUV MHEV ใน ปี 2570 
วันนี้ (1 ก.ค. 69) วันแรก ใช้สิทธิ ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ ซื้อตั๋วรถไฟได้
Economic วันนี้ (1 ก.ค. 69) วันแรก ใช้สิทธิ ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ ซื้อตั๋วรถไฟได้
“การบินไทย” เปิดที่ยวบินปฐมฤกษ์กรุงเทพฯ-อัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์
Business “การบินไทย” เปิดที่ยวบินปฐมฤกษ์กรุงเทพฯ-อัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์
ไทย อันดับ 9 โลก เบอร์ 1 เอเชีย ปลายทาง ‘เกษียณอายุ’ ดีที่สุด
News ไทย อันดับ 9 โลก เบอร์ 1 เอเชีย ปลายทาง ‘เกษียณอายุ’ ดีที่สุด
FAST Auto Show 2026 กระตุ้นตลาด“รถใหม่-รถมือสอง” กระหน่ำโปรแรง ถึง 5 ก.ค.นี้ 
Automotive FAST Auto Show 2026 กระตุ้นตลาด“รถใหม่-รถมือสอง” กระหน่ำโปรแรง ถึง 5 ก.ค.นี้ 
ราคาทองวันนี้ (1 ก.ค. 69) ร่วงลง 250 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,850 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (1 ก.ค. 69) ร่วงลง 250 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,850 บาท
อินโดนีเซีย ขาดดุลครั้งแรกในรอบ 6 ปี รูเปียห์อ่อน-น้ำมันแพง
World อินโดนีเซีย ขาดดุลครั้งแรกในรอบ 6 ปี รูเปียห์อ่อน-น้ำมันแพง
“ทรีนีตี้” ประเมินหุ้นไทยไตรมาส 3 ปรับตัวขึ้นระลอกสุดท้าย แนะจับตา 4 ความเสี่ยงสำคัญ
Finance “ทรีนีตี้” ประเมินหุ้นไทยไตรมาส 3 ปรับตัวขึ้นระลอกสุดท้าย แนะจับตา 4 ความเสี่ยงสำคัญ
SUPALAI ผนึก TOA เปิดตัวนวัตกรรม ‘ถังบำบัดน้ำล้างสี’ รายแรกในไทย
Real Estate SUPALAI ผนึก TOA เปิดตัวนวัตกรรม ‘ถังบำบัดน้ำล้างสี’ รายแรกในไทย
SC ผนึก SCB ดึงลูกค้า wealth ซื้อบ้านหรูพ่วงลงทุน ประเดิม “ซันเล เรสซิเดนเซส” โครงการแรก
Real Estate SC ผนึก SCB ดึงลูกค้า wealth ซื้อบ้านหรูพ่วงลงทุน ประเดิม “ซันเล เรสซิเดนเซส” โครงการแรก
ดูทั้งหมด

“นายก” ถกแก้ GDP ไทยต่ำ รั้งท้ายอาเซียน-ปัจจัยลบอื้อ

22 พ.ค. 2567 | 06:44น.
เศรษฐา ทวีสิน

เศรษฐา ทวีสิน

“เศรษฐา” เรียกถก ครม.เศรษฐกิจรับมือจีดีพีไทยโตต่ำ สภาพัฒน์เปิดข้อมูลไตรมาสแรกรั้งท้ายอาเซียน ปัจจัยลบรุม-ความสามารถแข่งขันต่ำ ศูนย์วิจัยกสิกรฯ-KKP ชี้เครื่องยนต์เศรษฐกิจทั้ง “เก่า-พัง” ขณะที่ภาคท่องเที่ยวมีแค่ปริมาณ ยอดใช้จ่ายต่อหัวต่ำ ซีไอเอ็มบี ไทย ห่วงดัชนีภาคการผลิตไทยหดตัวต่อเนื่อง 6 ไตรมาส ผลกระทบจากส่งออกทรุด กำลังซื้อในประเทศยังไม่กระเตื้อง หนี้ครัวเรือนค้ำคอ-หนี้เสียพุ่ง ลุ้นขุนคลังออกมาตรการพยุงกำลังซื้อ แบงก์พาเหรดหั่นจีดีพีปี’67 เหลือแค่ 2.3% จับตาเอกชนไม่เชื่อมั่นชะลอลงทุน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เปิดเผยว่า ไตรมาส 1/2567 เศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ 1.5% ต่อปี สะท้อนว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทย
ไตรมาส 1/2567 เรียกว่าโตต่ำสุดในอาเซียน โดยฟิลิปปินส์ ขยายตัว 5.7%, เวียดนาม 5.66%, อินโดนีเซีย 5.11%, มาเลเซีย 4.2% และสิงคโปร์ 2.7%

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1 ปี 2567 ขยายตัว 1.5% ต่อปี โดยแรงส่งสำคัญของการขยายตัวมาจากการบริโภคภายในประเทศขยายตัวได้ 6.9% และการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวสูง 24.8% ขณะที่การลงทุนรวมหดตัว 4.2% โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐที่หดตัวถึง 27.7% จากงบประมาณปี 2567 ที่ยังไม่ได้ประกาศใช้ในไตรมาสแรก

ส่วนการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 4.6% การส่งออกหดตัว 1% ผลจากเดือน มี.ค. ส่งออกหดตัวถึง 10% ขณะที่ภาคเกษตรหดตัว 3.5% จากสภาพอากาศที่ทำให้ผลผลิตลดลง นอกจากนี้ สภาพัฒน์ได้ปรับประมาณการ GDP ปีนี้ จะขยายตัว 2.5% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ 2.0-3.0%) ลดลงจากเดิม 2.7% (ช่วง 2.2-3.2%)

ขณะที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความบน X ว่า “กลับไปกรุงเทพฯ จะประชุมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโดยเร็วครับ วันจันทร์ที่ 27 พ.ค. รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ จะเรียกได้ว่าเป็นคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอย่างไม่เป็นทางการก็ได้นะครับ”

ห่วงภาคผลิตหดตัวต่อเนื่อง

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า จากที่สภาพัฒน์รายงาน เศรษฐกิจไตรมาส 1 ปี 2567 ขยายตัวที่ 1.5% โดยแรงขับเคลื่อนมาจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี รวมทั้งภาคการส่งออกบริการ หรือการเติบโตของนักท่องเที่ยวที่เร่งตัวได้แรง อย่างไรก็ดี ยังกังวลภาคการบริโภค แม้จะขยายตัวได้ดีจากตัวเลขนักท่องเที่ยว แต่ก็ยังมีการกระจุกอยู่ในการใช้จ่ายในหมวดโรงแรม ร้านอาหาร ขนส่ง หรือการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเป็นหลัก

“ขณะที่กำลังซื้อของคนในประเทศก็ยังไม่ได้เห็นการเติบโตที่ชัดเจน เนื่องจากหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง อาจจะต้องติดตามสถานการณ์กันต่อไป รวมทั้งที่เป็นห่วงคือ ภาคการผลิต เพราะเห็นการหดตัวต่อเนื่อง แม้การส่งออกช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.จะพลิกเป็นบวกได้ แล้วลงต่ำในเดือน มี.ค. อาจเป็นปัจจัยชั่วคราวยังมีการฟื้นตัวของส่งออกได้อยู่ แต่การผลิตของไทยก็ยังเติบโตช้า หรือยังมีสัญญาณการหดตัวของภาคการผลิตที่อาจจะกระทบกับการจ้างงานและกำลังซื้อของคนในประเทศต่อไป”

ดร.อมรเทพกล่าวยอมรับว่า การเติบโตที่ 1.5% เป็นระดับที่ต่ำที่สุดในอาเซียน แต่ถ้าดูการเติบโตที่เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าก็ถือว่าไม่ได้ต่ำจนน่าเกลียด ส่วนหนึ่งมาจากฐานไตรมาสแรกปีก่อนที่สูงด้วย และที่สำคัญ ในช่วงดังกล่าวงบประมาณก็ยังไม่มาด้วย ไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่ การก่อสร้างยังได้รับผลกระทบ รวมถึงส่งออกก็ไม่ได้ฟื้นเต็มที่ และภาคการผลิตที่หดตัวต่อเนื่อง มีแต่ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นพระเอก แต่ทั้งนี้ก็ยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวที่ค่อนข้างช้า

ลุ้นมาตรการคลังเร่งเครื่อง

ดร.อมรเทพกล่าวว่า หลังจากนี้งบประมาณน่าจะทยอยออกมา เร่งให้เกิดการลงทุน การใช้จ่ายต่าง ๆ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ อย่างไรก็ดี สภาพัฒน์ได้มีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจทั้งปีลง แสดงว่ามองไปข้างหน้าต้องมีอะไรที่น่ากังวล โดยซีไอเอ็มบี ไทย ยังคาดการณ์ระดับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่ 2.3% เทียบกับสภาพัฒน์ที่มอง 2.5% แต่ก็มีการปรับลดลงจากเดิมที่คาด 2.7%

ทั้งนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์ 3 ส่วนก่อนปรับประมาณการจีดีพีอีกรอบ คือ 1.ตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่าเดือน เม.ย.มีการฟื้นตัวแค่ไหน 2.มาตรการภาครัฐที่หลังจากมีงบประมาณแล้ว และมีรัฐมนตรีคลังคนใหม่ จะจัดงบประมาณกระตุ้นหรือประคองกำลังซื้ออย่างไรในช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ของปีนี้ หรือจะรอแต่มาตรการดิจิทัลวอลเลตช่วงปลายปีอย่างเดียว ซึ่งจะกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงกลางปีได้

3.สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน มีความเสี่ยงที่จะรุนแรงมากขึ้น ซึ่งอาจจะกระทบภาคส่งออกของไทยที่อาจหดตัวได้ หากสถานการณ์รุนแรงมากขึ้น และจะกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในลำดับถัดไป

เศรษฐกิจไทยเสี่ยงขาลง

“เรามองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงขาลงค่อนข้างมาก ส่วนปัจจัยบวกน่าจะมาจากการลงทุนและใช้จ่ายภาครัฐ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่น่าจะพอประคองเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะกำลังซื้อระดับล่าง ทั้งนี้ เราอยากเห็นมาตรการจากนี้ไปเป็นการช่วยดูแลกำลังซื้อระดับล่าง

ไม่ว่าจะเป็นการอัดฉีดเงินเข้าสู่กระเป๋า การลดค่าครองชีพ อย่างราคาก๊าซหุงต้ม การอัดฉีดเงินเสริมสภาพคล่องให้กลุ่มเอสเอ็มอีในรูปเงินทุนหมุนเวียนมากขึ้น นอกจากนี้ต้องเร่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามามากขึ้น” ดร.อมรเทพกล่าวและว่า

สำหรับการลดดอกเบี้ยนโยบาย ช่วงนี้อาจจะยังไม่จำเป็น เนื่องจากแบงก์มีการลดดอกเบี้ย MRR กันไปแล้ว ซึ่งน่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบในกลุ่มเอสเอ็มอี กลุ่มเปราะบางได้บ้าง มากกว่าการหว่านแหด้วยการลดดอกเบี้ยทั้งหมด

“น่าจะไปเห็นการลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้ หลังจากเฟด (ธนาคารกลางสหรัฐ) ลดดอกเบี้ยไปแล้ว เพื่อช่วยทำให้เสถียรภาพตลาดเงิน ตลาดทุนของไทยยังดำเนินการได้ ไม่ถูกกระทบจากการลดดอกเบี้ยก่อนเฟด ซึ่งจะกระทบเงินทุนเคลื่อนย้าย”

เครื่องยนต์เศรษฐกิจ “เก่า-พัง”

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในไตรมาสที่ 1/2567 ขยายตัวต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค

เช่น มาเลเซีย 4.2% อินโดนีเซีย 5.1% เป็นต้น แม้ว่าฐานการเติบโตอาจจะไม่เหมือนกัน แต่สะท้อนว่าศักยภาพเศรษฐกิจไทยทยอยถดถอยและปรับลดลงต่อเนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศค่อนข้างมาก

ทั้งนี้ มองไปข้างหน้าศักยภาพการเติบโตในระดับ 3% ถือว่าทำได้ยากขึ้น ภายใต้ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่มีอยู่ เช่น หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง สังคมสูงวัย และเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เริ่มเก่าและพัง ทั้งในเรื่องภาคการท่องเที่ยว แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะขยายตัวได้ดี แต่เป็นการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้หรือการใช้จ่ายต่อหัวไม่สูง

ขณะที่ส่งออกที่เริ่มชะลอจากสินค้าที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของโลก หรือการผลิตรถยนต์ที่คิดเป็นสัดส่วน 10% ของจีดีพี เผชิญปัญหาอยู่จากการเปลี่ยนผ่านจากรถสันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

ดังนั้น หากไทยไม่สามารถผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหา หรือไม่ทำอะไรเลย ภาคธุรกิจจะล้มหายตายจากไป และเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าเติบโตช้าลง เช่น ปัจจุบันศักยภาพการเติบโตอยู่ที่ 3% อีก 10 ปีอาจเหลือแค่ 1- 2%

ดังนั้น ภาครัฐจะต้องเร่งหาอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ในการผลักดันเศรษฐกิจ และดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามาลงทุน หรือแรงงานเข้ามาทำงานได้ง่ายขึ้น โดยการปรับเปลี่ยนและปรับปรุงกฎหมายและกติกาที่เป็นอุปสรรค

“ภาพรวมการเติบโตของเราน่าห่วง เพราะเรามีปัญหาที่สะสมมานาน และมีปัญหาเยอะขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศมากกว่าภายนอก เพราะว่าหากเรามีปัญหาเชิงโครงสร้างภายใน ต่อให้เศรษฐกิจโลกดีขึ้นหรือไม่ดี เราก็จะไม่ได้รับอานิสงส์จากตรงนั้น และเศรษฐกิจเราจะค่อย ๆ ซึมลงเรื่อย ทำให้ประเทศไทยตกหล่ม”

ไทยเหลือเครื่องยนต์เดียว

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จีดีพีไทยไตรมาส 1 ที่ออกมาต่ำ ส่วนหนึ่งเป็นประเด็นทางเทคนิคที่งบประมาณปี 2567 ล่าช้า ทำให้พระเอกมีเครื่องยนต์เดียวคือ การท่องเที่ยว ส่วนเครื่องยนต์อื่นดับหมด

“การเบิกจ่ายภาครัฐในไตรมาสแรกติดลบไป 27% ซึ่งมีผลต่อจีดีพี 1.5% ถ้าการเบิกจ่ายไม่ได้แย่แบบนี้ จีดีพีควรจะดีกว่านี้ แต่มาตกม้าตายเพราะประเด็นทางเทคนิค ซึ่งประเด็นนี้จะดีขึ้นในไตรมาสที่ 2 เพราะงบประมาณผ่านแล้ว ดังนั้นช่วงที่เหลือของปีก็ควรจะดีขึ้น”

ทั้งนี้ KKP ประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโต 2.6% ซึ่งไตรมาส 2 และช่วงที่เหลือของปีก็น่าจะดีขึ้นกว่าไตรมาสแรก โดย 3 ไตรมาสที่เหลือก็น่าจะโต 2-3% ซึ่งโตระดับดังกล่าวก็ไม่ใช่ว่าจะดี ประเด็นสำคัญก็คือ ประเทศไทยไม่มีเครื่องยนต์อื่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกจากการท่องเที่ยว

“ตัวที่เป็นตัวดึงมากที่สุดก็คือ เรื่องความสามารถในการแข่งขัน และภาคการผลิตที่ติดลบต่อเนื่องมา 6 ไตรมาสแล้ว นอกจากนี้การปล่อยสินเชื่อของภาคธนาคารที่แทบจะติดลบ ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี หนี้เสียเพิ่มขึ้น แบงก์ก็ยิ่งไม่อยากปล่อย ทุกอย่างก็ต้องระมัดระวัง

ดังนั้น การซื้อรถ ซื้อบ้านกระทบหมด โดย 2 เรื่องนี้จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ใหญ่มากสำหรับเศรษฐกิจไทย ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 3% และที่น่ากังวลก็คือ การท่องเที่ยวที่จะเบาลงเรื่อย ๆ คำถามก็คือ เรามีเครื่องจักรอื่นขึ้นมาทดแทนทันไหม”

กรุงไทยหั่น GDP ลงทุนรัฐฉุด

ขณะที่ Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า หลังจากสภาพัฒน์เปิดข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสที่ 1/2567 ขยายตัว 1.5% และปรับลดคาดการณ์ขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้ลงเหลือ 2.5%

โดย Krungthai COMPASS ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2567 มีแนวโน้มเติบโต 2.3% ต่ำกว่าประมาณการเดิมที่คาดไว้ 2.7% สอดคล้องกับมุมมองของสภาพัฒน์ที่ประเมินว่า เศรษฐกิจในปีนี้มีปัจจัยกดดันจาก 1.การส่งออกสินค้าที่อาจเติบโตได้ต่ำจากการค้าโลกที่ฟื้นตัวช้า และไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย

และ 2.การลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มชะลอตัว จากผลกระทบของการส่งออกสินค้าที่ฟื้นตัวช้า ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของสภาพัฒน์

หวั่นครึ่งปีหลังกำลังซื้อไม่มา

แหล่งข่าวระดับสูงจากวงการค้าปลีกกล่าวว่า จากการที่ได้พูดคุยกับผู้ประกอบการหลาย ๆ ราย ทั้งที่เป็นผู้ประกอบการค้าปลีก และซัพพลายเออร์ ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ภาพรวมของตลาดยังมีปัญหาใหญ่เรื่องกำลังซื้อค่อนข้างมาก ส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการจับจ่าย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวค่อนข้างช้า รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือน ส่วนหนึ่งสะท้อนจากภาพของผู้ประกอบการที่ต้องมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง

“ตอนแรกหลาย ๆ คนมองว่า ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจน่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก แต่ตอนนี้เริ่มไม่ค่อยมั่นใจ และต้องเตรียมแผนต่าง ๆ เพื่อรองรับ เนื่องจากตอนนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่นของการท่องเที่ยว ประกอบกับงบประมาณรายจ่ายของรัฐที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนออกมาช้ามาก หากไม่มีงบฯการลงทุนเข้ามาช่วยก็จะฟื้นตัวยาก กำลังซื้อก็มีปัญหาต่อไป

ล่าสุดจากที่ได้ติดตามสถานการณ์การจับจ่ายของผู้บริโภคก็เริ่มพบว่า กลุ่มผู้บริโภค A-B ที่มีรายได้สูง และไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ เริ่มมีความระวังในการใช้เงินมากขึ้น เน้นสินค้าที่ Value for Money มากขึ้น ส่วนกลุ่ม C-D ที่เดิมกำลังซื้อก็ไม่ดีอยู่แล้ว ก็จะยิ่งประหยัดและระวังการจับจ่ายมากขึ้น”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

จีดีพี (GDP) เศรษฐา ทวีสิน