เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สภาฯ รับหลักการงบฯ 70 เอกนิติ ย้ำ ฝีไม่แตก โปร่งใส ไม่มีหมกเม็ด
Politics สภาฯ รับหลักการงบฯ 70 เอกนิติ ย้ำ ฝีไม่แตก โปร่งใส ไม่มีหมกเม็ด
กระทรวงภูมิใจไทย 1.4 ล้านล้านงบรัฐบาลอนุทิน ปีแรก 3.788 ล้านล้าน
Politics กระทรวงภูมิใจไทย 1.4 ล้านล้านงบรัฐบาลอนุทิน ปีแรก 3.788 ล้านล้าน
ฟื้นกองเรือเก่าภาษีเจริญ ผุดนำร่อง ‘School Boat-เรือแท็กซี่’ เชื่อม BTS บางหว้า
Politics ฟื้นกองเรือเก่าภาษีเจริญ ผุดนำร่อง ‘School Boat-เรือแท็กซี่’ เชื่อม BTS บางหว้า
ผลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา
Politics ผลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา
JimmyYoung สลัดโมเดลออนไลน์ รุกตลาดแมสส่งแบรนด์ Black Magic บุก 7-Eleven
Business JimmyYoung สลัดโมเดลออนไลน์ รุกตลาดแมสส่งแบรนด์ Black Magic บุก 7-Eleven
กทพ. อัดโปรแรง 7 ก.ค. แจกเงินคืน 50% ดันยอดผู้ใช้ Easy Pass ลดภาระค่าครองชีพ
News กทพ. อัดโปรแรง 7 ก.ค. แจกเงินคืน 50% ดันยอดผู้ใช้ Easy Pass ลดภาระค่าครองชีพ
สุริยะ คาดไม่เกิน 30 วัน ส่งออกกุ้งไทย ไปมาเลเซียได้
Politics สุริยะ คาดไม่เกิน 30 วัน ส่งออกกุ้งไทย ไปมาเลเซียได้
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเกณฑ์กำกับดูแล บจ. เข้มเปิดเผยข้อมูล ขึ้นเครื่องหมาย C มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 69
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเกณฑ์กำกับดูแล บจ. เข้มเปิดเผยข้อมูล ขึ้นเครื่องหมาย C มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 69
DPU ชู 3 งานวิจัยนวัตกรรมเกาะเกร็ด ดึงนักศึกษาลงพื้นที่ยกระดับ GI–ท่องเที่ยว
Uncategorized DPU ชู 3 งานวิจัยนวัตกรรมเกาะเกร็ด ดึงนักศึกษาลงพื้นที่ยกระดับ GI–ท่องเที่ยว
เริ่มมีผลแล้ว! ค่าธรรมเนียมธนาคารมาตรฐานใหม่ 19 รายการ ทยอยบังคับใช้ถึง ต.ค. 2569
Finance เริ่มมีผลแล้ว! ค่าธรรมเนียมธนาคารมาตรฐานใหม่ 19 รายการ ทยอยบังคับใช้ถึง ต.ค. 2569
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์ เยือนเวียดนาม รอบ 7 ปี เชื่อมั่นลงทุนยาว คนศักยภาพสูง-ขึ้นแท่นโรงงานโลก

08 มิ.ย. 2567 | 19:19น.
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ดร.นิเวศน์ กูรูนักลงทุนวีไอ เยือนเวียดนาม ในรอบ 7 ปี เชื่อมั่นลงทุนระยะยาว ชี้คนเวียดนามศักยภาพสูง พัฒนาเศรษฐกิจประเทศไปอีกนานเป็นสิบ ๆ ปีขึ้นไป มั่นใจเวียดนามกำลังจะกลายเป็น “โรงงานของโลก” อีกแห่งหนึ่ง

วันที่ 8 มิถุนายน 2567 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ผมเพิ่งกลับจากการเดินทางไปเยือนเมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม 2 วัน หลังจากที่ไปครั้งสุดท้ายเมื่อปลายปี 2560 หรือประมาณ 6-7 ปีที่ผ่านมา

ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากที่ผมไม่ได้ “สัมผัส” กับ “บรรยากาศ” ของประเทศเวียดนามที่ผมมั่นใจว่ากำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากตัวเลขทางเศรษฐกิจและข่าวสารต่าง ๆ ที่ออกมาตลอดเวลา ไม่ต้องพูดถึงราคาและดัชนีตลาดหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมาโดยเฉพาะ 2-3 ปีหลังนี้

การไป “เห็นกับตา” และได้เยี่ยมเยียนร้านค้า บ้านเมือง และธุรกิจ รวมถึงการได้คุยกับ “คนเวียดนาม” ที่หลากหลายนั้น จะ Confirm หรือยืนยันว่าสิ่งที่ผมคิดในเรื่องต่าง ๆ ของเวียดนามนั้นเป็นจริงหรือไม่ และอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไปด้วยความเชื่อมั่นที่สูง ทั้งหมดนั้นจะช่วยให้ผมสามารถ “ลงทุนระยะยาว” ในธุรกิจและบริษัทที่จะเป็น “ซุปเปอร์สต็อก” ได้อย่างมั่นใจและสบายใจขึ้น

คนเวียดนามแห่เล่นหุ้น

รายการแรกที่ผมทำเมื่อเดินทางถึงที่พักทันที ก็คือการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวชื่อดังของเวียดนามถึงเรื่องของการลงทุนของผมในเวียดนามและมุมมองต่าง ๆ เกี่ยวกับตลาดหุ้นและบริษัทจดทะเบียน ความรู้สึกก็คือ ขณะนี้การลงทุนในตลาดหุ้นเป็นกิจกรรมที่คนเวียดนามสนใจมาก ว่าที่จริงจำนวนนักลงทุนส่วนบุคคลในเวียดนามนั้นเกินกว่า 7 ล้านคน และน่าจะมากกว่าตัวเลขของตลาดหุ้นไทยแล้ว ปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนรายย่อยต่อวันในช่วงเร็ว ๆ นี้

ผมคิดว่าน่าจะมากกว่าตลาดหุ้นไทยแล้ว ถ้าดูจากตัวเลขว่าปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันของไทยประกอบไปด้วยการเทรดของต่างชาติเป็นหลัก ในขณะที่ตลาดหุ้นเวียดนามนั้น เป็นนักลงทุนส่วนบุคคลน่าจะระดับ 80-90% ขึ้นไป

นั่นก็ทำให้ผมคิดว่า เมื่อถึงวันที่ตลาดหุ้นเวียดนามได้รับการปรับขึ้นเป็น “Emerging Market” เหมือนกับประเทศหลักอื่น ๆ ของอาเซียน ซึ่งทำให้นักลงทุนสถาบันใหญ่ ๆ ของโลกสามารถเข้ามาลงทุนได้ ตลาดหุ้นเวียดนามจะคึกคักขึ้นมาอีกแค่ไหน และนั่นก็อาจจะกำลังเกิดขึ้นในอีกแค่ 2-3 ปี ข้างหน้า

สายเก็งกำไร

ในฐานะของนักลงทุนแบบ “VI” ผมพยายามถามนักข่าวว่านักลงทุนของเวียดนามนั้นเป็น VI กันบ้างไหม ? คำตอบดูเหมือนว่าคำ ๆ นี้ยังไม่แพร่หลายนัก อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าการเล่นหุ้นกันเป็นก๊วน ๆ นั้นน่าจะมีมาก และแนวทางจะเป็นการเล่น “เก็งกำไร” เป็นหลัก และจากที่ผมเข้าใจก็คือ ในตลาดหุ้นเวียดนามนั้น มีการใช้มาร์จินที่สูงกว่าของไทย เช่น อาจจะได้ถึง 60-70% และในบางช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลง ก็จะลงแรงมากเนื่องจากการฟอร์ซเซล

สรุปก็คือ ตลาดหุ้นเวียดนามตอนนี้อาจจะคล้าย ๆ กับช่วงที่ตลาดหุ้นไทยยังไม่มี “VI” และแนวทาง VI ที่แข็งแกร่งอย่างวันนี้ แต่มี “นักเก็งกำไร” ที่กำลังเข้ามาเล่นหุ้นในตลาดที่กำลังร้อนแรง ตามภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตถึงจุดที่ทำให้บริษัทจดทะเบียนจำนวนมากเติบโต และทำกำไรมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่องในบริษัทขนาดกลางและใหญ่

ซึ่งส่งผลให้หุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นขนาดกลางตั้งแต่ระดับ 30 ถึง 100 ของตลาดหุ้น ที่ทำผลงานการลงทุนได้โดดเด่นมาก ผมเองไม่รู้ว่าสุดท้ายตลาดหุ้นเวียดนามจะมี “ขบวนการ VI” แบบตลาดหุ้นไทยหรือไม่ และถ้ามี หุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” ก็อาจจะกำเนิดขึ้นได้เร็วกว่าที่คิด

กลับมาที่สภาพของเมืองโฮจิมินห์ ในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมานั้น สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือบนถนนหนทางที่เต็มไปด้วยมอเตอร์ไซค์ในระดับน่าจะ 90% ขึ้นไป ถึงวันนี้ผมประมาณว่ามีรถยนต์น่าจะพอ ๆ กับมอเตอร์ไซค์ที่ประมาณ 50-50% แล้ว

ในส่วนของบ้านเรือนนั้น คอนโดมิเนียมและตึกสูงผุดขึ้นมามากมายและราคาบ้านก็แพงขึ้นจนเหลือเชื่อ “เหมือนเดิม” และคนนอกที่เป็นชาวต่างชาติก็จะไม่มีวันเข้าใจว่าคนส่วนใหญ่ที่เป็นคนกินเงินเดือนนั้นจะมีเงินซื้อบ้านได้อย่างไร แต่บ้านก็ยังขายได้ในราคาที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ ว่าที่จริงนี่ก็เหมือนเมืองไทยในช่วงที่ผมทำงานในบริษัทหลักทรัพย์ใหม่ ๆ และเพื่อนร่วมงานที่เป็นฝรั่งคุยกับผมว่าเขาไม่เข้าใจว่าคนไทยจะซื้อบ้านได้อย่างไร เมื่อคำนึงถึงอัตราเงินเดือนที่น้อยมากเทียบกับราคาบ้านในขณะนั้น

เวียดนามกำลังกลายเป็น “โรงงานของโลก”

เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ผมจำได้ว่าภรรยาผมที่ไปด้วยกันมักชอบไปช็อปปิ้งซื้อของที่ระลึกที่ “ตลาดเบียนถัน” ซึ่งเป็นตลาดสดขนาดใหญ่กลางเมือง ของที่ซื้อก็เป็นแบบงานฝีมือ เสื้อผ้าและเครื่องประดับก็เป็นแนวแฟชั่นรุ่นเก่าบ่งบอกถึงวัฒนธรรมเวียดนาม

รอบนี้ผมไม่มีเวลาไปตลาดเบียนถันแต่ไปตลาดคล้าย ๆ กันใกล้โรงแรมที่พัก สินค้าที่ผมเห็นและคนไทยต่างก็ไปรุมซื้อกันนั้น เป็นแนวเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และอื่น ๆ อีกมาก ที่เป็นของ “ก๊อป” ยี่ห้อระดับโลก ที่มีคุณภาพเหมือนหรือใกล้เคียงมากกับ “ของจริง” แต่ราคาห่างกัน 10 เท่า นั่นทำให้ผมนึกถึงช่วงหนึ่งน่าจะ 25-30 ปีก่อน ที่คนไทยไปเมือง “เสิ่นเจิ้น” ของจีนเพื่อซื้อของ “ก๊อป” คุณภาพดีราคาถูกมาก ในช่วงที่จีนกำลังกลายเป็น “โรงงานผลิตของโลก” ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ Confirm ว่าเวียดนามกำลังจะกลายเป็น “โรงงานของโลก” อีกแห่งหนึ่ง

ผมมีโอกาสไปเมืองที่เป็นนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ใกล้หรือติดกับโฮจิมินห์ สิ่งที่เห็นก็คือ โรงงานที่ทันสมัยจำนวนมากกระจายกันไปเต็มเมือง และก็พบคอนโดมิเนียมที่อยู่อาศัยที่สร้างขึ้น พร้อม ๆ กับช็อปปิ้งมอลล์ใหม่ ๆ ที่ออกแบบอย่างสวยงาม นี่คือเมืองสมัยใหม่ของเวียดนามที่จะโชว์ความเป็นสังคมที่ก้าวหน้าเทียบทันหรือเหนือกว่าประเทศพัฒนาแล้วที่มีอาคารและ/หรือสาธารณูปโภคที่เริ่ม “เก่าแล้ว” และไม่รู้จะสร้างใหม่เพื่ออะไรในเมื่อคนน้อยลงและเศรษฐกิจเริ่มโตช้าแล้ว นี่ก็น่าจะคล้าย ๆ กับจีนที่คนไปเห็นอาคาร ถนนหนทาง การสื่อสารที่ดูเหนือกว่าประเทศพัฒนาแล้วในตะวันตกมาก

ผมได้ไปเยี่ยมบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีของเวียดนามคือ FPT โดยไปเยี่ยมแผนกงานที่ให้บริการทำระบบและเขียนโปรแกรมให้กับบริษัทชั้นนำระดับโลก โดยเฉพาะทางด้านของรถยนต์และการบินโดยเฉพาะที่ใช้เครื่องบินของบริษัทแอร์บัส ความรู้สึกก็คือ งานเหล่านี้มีความสำคัญในระดับโลกที่หาคนแทนได้ยาก ไม่ใช่เป็นบริษัทที่ทำเทคโนโลยีที่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ชั่วข้ามคืนเมื่อมีของใหม่ออกมาหรือเมื่อความนิยมหายไป แต่เป็นบริษัทที่เกาะไปกับบริษัทเทคโนโลยีของโลก โดยอาศัยจุดแข็งที่ว่าเวียดนามมีคนเขียนโปรแกรมจำนวนมหาศาลที่ค่าแรงถูกกว่าที่อื่นมากเมื่อเทียบกับศักยภาพของคน ดังนั้น บริษัทใหญ่ ๆ ของโลกต่างก็ต้องการใช้บริการ

และคนเวียดนามที่ทำงานกับ FPT เองจำนวนมากก็มาจากมหาวิทยาลัย FPT ที่มีสาขาทั่วประเทศและผลิตนักเขียนโปรแกรมปีละหลายหมื่นคน ซึ่งผมเองก็มีโอกาสเยี่ยมมหาวิทยาลัย FPT แห่งหนึ่งที่มีนักศึกษาประมาณหมื่นคน โดยไกด์ 2 คนที่มาต้อนรับนำชมเป็นเด็กที่เรียนอยู่ปี 2 และปี 4 ในคณะบริหารการตลาด ทั้ง 2 คนเป็นอาสาสมัครและถือว่าเป็นการทำกิจกรรมนักศึกษา VI ไทย 5-6 คนที่ไปเยี่ยมนั้นต่างก็ประทับใจในความสามารถโดยเฉพาะการพูดภาษาอังกฤษมาก โดยเฉพาะเขาเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเองผ่านยูทูบเป็นหลัก

เมื่อเราถามว่าจบการศึกษาแล้วเขาจะทำอะไร คำตอบก็คือ เขามี “ความฝัน” และเมื่อเราถามต่อ คำตอบหนึ่งก็คือการไปเรียนต่อต่างประเทศ ทั้ง ๆ ที่ดูเหมือนว่าครอบครัวจะไม่รวย เขาก็คงจะหาทางไป อาจจะขอทุนอะไรแบบนั้น แต่นี่ก็คงตรงกับข้อมูลระดับสากลที่บอกว่านักศึกษาเวียดนามไปเรียนต่อต่างประเทศสูงที่สุดในอาเซียนและสูงกว่าอินโดนีเซียทั้ง ๆ ที่คนน้อยกว่ามาก และรายได้ต่อหัวของเวียดนามก็ยังต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศใหญ่ของอาเซียน

คนเวียดนามมีศักยภาพสูง

การไปเวียดนามครั้งนี้ ผมพบกับ “คนรุ่นใหม่” ที่อายุยังไม่มาก ซึ่งรวมถึงพนักงานที่มาต้อนรับและให้บริการหรือมาร่วมงาน ผมพบว่าพวกเขาต่างก็มี “ความฝัน” หรือมีความหวัง และทุ่มเทความพยายามเพื่อบรรลุสู่ความสำเร็จ อย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่ประทับใจก็คือการพูดภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยที่ดีมากแม้ว่าแบ็คกราวไม่ได้เรียนมาทางภาษาโดยตรง พวกเขาอาจจะรู้ว่า ถ้าจะพัฒนาและก้าวหน้า เขาจะต้องมีความสามารถในการสื่อสารทางภาษาได้ดี ดังนั้น เขาก็ต้องขวนขวายเรียนรู้ โดยเฉพาะผ่านทางยูทูบ

ผมสรุปว่า คนเวียดนามมีศักยภาพสูงพอที่จะพัฒนาตนเอง ซึ่งก็เท่ากับพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปอีกนานเป็นสิบ ๆ ปีขึ้นไปเป็นอย่างน้อย การเติบโตจะขึ้นไปสูงจนทำให้ประเทศกลายเป็นอย่างน้อยก็ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง แต่ผมคิดว่าอย่างน้อยน่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วขั้นต้นมากกว่า โดยปัจจัยที่ทำอย่างนั้นได้ก็คือ คุณภาพของคนที่มีศักยภาพและความสามารถทางวิทยาศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ ที่จำเป็นในการแข่งขันระดับโลกในอนาคต

ทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้เชียร์ให้ซื้อหุ้นโดยเฉพาะเป็นรายตัว รวมถึง FPT หรือแม้แต่กองทุนรวมเวียดนาม เหตุผลก็เพราะมันอาจจะขึ้นมามากและเร็วเกินไป การซื้อหุ้นต้องคำนึงถึงราคาด้วยเสมอ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ได้ลงทุนระยะยาวจริง ๆ ที่สามารถทนถือหุ้นได้แม้ว่าระยะสั้นหุ้นอาจจะตกมาแรงได้ และตลาดหุ้นเวียดนามก็เป็นอย่างนั้น คือขาลงนั้น บางทีก็หนักจนรับไม่ไหว