BTC ยังคงผูกติดเงินเฟ้อ-อัตราดอกเบี้ย ราคายังไม่ตามคาดหลัง Halving
ราคา Bitcoin เคลื่อนไหวสวิงขึ้น 4% ตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐที่ดีกว่าคาด สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของหุ้นเทคโนโลยี และร่วงลงทันที 3% ยังกังวลการปรับลดดอกเบี้ยไม่เป็นไปตามคาด
วันที่ 13 มิถุนายน 2567 ราคา Bitcoin และตลาดคริปโตเคอร์เรนซีทั้งผลแสดง “สหสัมพันธ์” (Correlation) กับตลาดทุนอื่น ๆ เริ่มชัดในช่วงปี 2564 ตามบทวิเคราะห์ของ Bublik ได้แสดงความเชื่อมโยงกับราคาหุ้นเทคในกลุ่ม S&P500 ในแง่ของการแพร่กระจายความผันผวนเข้าสู่ตลาดทุนเหล่านั้น
จนกระทั่งเข้าสู่ฤดูหนาวคริปโตช่วงปี 2565-2566 ที่สอดคล้องกับวิกฤตเศรษฐกิจมากมาย ส่งผลถึงมูลค่าของเงินลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีที่ลดต่ำลงอย่างมาก
Bitcoin เริ่มมีความสัมพันธ์ที่แยกออกจากดัชนีหุ้นเทคโนโลยี และอัตราเงินเฟ้อในช่วงกลางปี 2566 และเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อเข้าสู่เดือนมกราคม 2567 ที่มีการอนุมัติ BTC Spot ETF เมื่อบวกกับปัจจัยของเหตุการณ์ Bitcoin Halving ยิ่งทำให้การเคลื่อนไหวของบิตคอยน์หนีจากสหสัมพันธ์ (Correlation) กับตลาดอื่น ๆ พอสมควร
แต่อย่างไรก็ตาม หลังจาก Bitcoin ขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 73,000 เหรียญสหรัฐในเดือนมีนาคม เหลือต่ำกว่า 57,000 เหรียญสหรัฐในเดือนพฤษภาคม 2567 จากสภาพของตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกที่อยู่ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูง ได้ดึงภาพรวมของ Bitcoin กลับสู่ความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมที่ชัดเจนขึ้น
ดังที่เห็นว่าในการประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐ เมื่อคำคืนวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผลออกมาว่าเงินเฟ้อเดือน พ.ค. ทรงตัว นับว่าสูงกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ ว่าจะเพิ่มขึ้นและลดลง 0.1% จาก 0.3% ในเดือนเมษายน เมื่อเทียบเป็นรายปี CPI เพิ่มขึ้น 3.3%
Coindesk รายงานว่า หากเทียบกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ของเดือนก่อนหน้าที่ 3.4% CPI ซึ่งไม่รวมต้นทุนอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนพฤษภาคม ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% และเทียบกับ 0.3% ในเดือนเมษายน เมษายน 3.6%
เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา Bitcoin (BTC) ตอบรับค่าเงินเฟ้อที่อ่อนตัวเช่นนี้ทันที โดยเพิ่มสูงขึ้นไปที่ 69,400 เหรียญสหรัฐ หรือ บวก 4% ในช่วงสั้น ๆ ก่อนปิดแท่งวันร่วงลงกลับมา 3% แทบอยู่ที่เดิม คือ 67,000 เหรียญสหรัฐ
รายงานของ Coindesk ยังระบุด้วยว่า ราคาคริปโตเคอร์เรนซี มี “ความอ่อนไหวสูง” ต่อข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐ
ตามรายงาน K33 Research ระบุไว้ว่า ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และความหวังที่ลดลงในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะเป็นไปตามหวัง ส่งผลให้ราคา Bitcoin ร่วงลงจากราคาสูงสุดตลอดกาลที่ 73,000 เหรียญสหรัฐ เหลือต่ำกว่า 57,000 เหรียสหรัฐ ขณะที่ยังทรงตัวในปัจจุบัน แถว 66,000-67,000 เหรียญสหรัฐ นักลงทุนยังคงคาดการณ์ว่าเงื่อนไขทางการเงินที่ผ่อนคลายลง
ตรงกันข้ามกับการคาดการณ์ของสหรัฐ ธนาคารกลางสำคัญหลายแห่งทั่วโลกได้เริ่มลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงแล้ว โดยธนาคารกลางยุโรปและธนาคารแห่งแคนาดาได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งช่วยผลักดันดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ให้ขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือน
ดังนั้น เมื่อเลข CPI ดีกว่าคาด นักเก็งกำไรที่เห็นว่า Bitcoin มีความสัมพันธ์กับเงินเฟ้อจึงเข้ามาเก็งกำไรจนพุ่งขึ้นไป 4% ก่อนจะ Pull back กลับมา
Coindesk ระบุว่าเหตุผลหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังการ Pull back คือนักลงทุน “ลดความเสี่ยง” จากสินทรัพย์ ดิจิทัล ก่อนรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคมและการประชุม FOMC ที่ประชุมตัดสินใจนโยบายการเงินว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่อัตรา 5.25-5.50% ส่งผลให้กดดัราคา Bitcoin กลับลงไปด้วย
“Bitcoin จะผันผวน ตอบสนองรุนแรงต่อตัวเลขเศรษฐกิจ และสหสัมพันธ์ (Correlation) ในช่วง 30 วันของตลาดทุนสหรัฐที่เพิ่มสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022”
ชุมชนคริปโตเคอร์เรนซี คาดการณ์ว่า Bitcoin จะมีราคาเพิ่มขึ้นนับร้อยเปอร์เซ็นต์จาก All time high เดิม เมื่พิจารณาจากอดีตที่มีเหตุการณ์ Bitcoin Halving เป็นจุดเปลี่ยน แต่อาจใช้เวลาหลายเดือนหรือนับปีหลังผ่านจุดออลไทม์ไฮช่วง Halving เพียงแต่ ณ ปัจจุบัน ตามรายงานของ Coindesk ข้างต้นยังระบุด้วยว่า สิ่งที่จะขับเคลื่อนตลาดไปขนาดนั้น ต้องมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย
ซึ่งตามรายงานรายงานการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐและคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ของเจ้าหน้าที่คณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดการณ์ค่ากลาง (Median) ของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐปีนี้ที่ 2.1% ไม่เปลี่ยนแปลง คาดการณ์จากที่คาดไว้เมื่อเดือนมีนาคม
ส่วนอัตราดอกเบี้ย คาดการณ์ค่ากลางที่ 5.1% สูงกว่าที่คาดการณ์เมื่อเดือนมีนาคมว่าจะอยู่ที่ 4.6% ซึ่งบ่งชี้ว่าปีนี้เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยลงเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดมีความมั่นใจมากขึ้นมากว่าเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนกันยายน เห็นได้จาก FedWatch Tool ของ CME Group ณ 01.25 น. (เวลาไทย) หรือ 25 นาทีหลังเฟดประกาศการตัดสินใจนโยบายการเงิน นักลงทุนให้น้ำหนักมากขึ้นเป็น 58.2% ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยลงไปสู่ระดับ 5.50-5.25% ในการประชุมในเดือนกันยายน เป็นการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นจาก 1 วันก่อน (11 มิถุนายน) ที่นักลงทุนให้น้ำหนัก 46.8% ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนกันยายน และยังให้น้ำหนักการคงดอกเบี้ยในเดือนกันยายนมากกว่าที่ 47.2%