รมช.คลัง เผยนายกฯถกสรุปเงื่อนไข “ดิจิทัลวอลเลต” 15 ก.ค. คาดแถลงใหญ่ 24 ก.ค.-ชง ครม. 30 ก.ค. ย้ำไตรมาส 4 เงินถึงประชาชน
วันที่ 8 กรกฎาคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าการส่งให้สำนักงานกฤษฎีกาตีความ การดำเนินการเพื่อนำเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) มาใช้ในโครงการเงินดิจิทัลวอลเลต ว่า การนำเรื่องของ ธ.ก.ส. ไปให้กฤษฎีกาตีความต้องส่งเป็นแพ็กเกจ ซึ่งหมายถึงทุกข้อจำกัดถูกเคลียร์หมดแล้ว ต้องมีการชงเข้าไปเป็นก้อน และให้กฤษฎีกาตีความเป็นก้อน ไม่ใช่เข้าไปถามลอย ๆ ว่าจะทำแบบนี้ได้หรือไม่ โดยต้องเสร็จสิ้นแล้วและ ธ.ก.ส. ชงเรื่องเข้ามาก็จะนำไปถามกฤษฎีกา เพราะทุกอย่างอยู่ในกระบวนการและต้องรอระยะเวลาที่เหมาะสม
ส่วนไทม์ไลน์โครงการหลังจากนี้ นายเผ่าภูมิกล่าวว่า วันที่ 10 กรกฎาคมนี้ จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการกำกับดิจิทัลวอลเลต เพื่อสรุปเงื่อนไขทั้งหมดและจะเข้าสู่คณะกรรมการชุดใหญ่ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคมนี้ จากวันที่ 24 กรกฎาคม คาดว่านายกรัฐมนตรีจะมีการแถลงข่าวในช่วงเช้า เกี่ยวกับการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนและการยืนยันตัวตน และจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้งวันที่ 30 กรกฎาคม ซึ่งกระบวนการของกฤษฎีกาจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น
รมช.คลังกล่าวอีกว่า เงินดิจิทัลวอลเลตจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การยืนยันตัวตน และส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบการชำระเงิน ซึ่งสิ่งที่จะนำเอาเข้า ครม. คือกรอบโครงการต่าง ๆ เพื่อให้พร้อมสำหรับการลงทะเบียนของประชาชน ส่วนวงเงินสำหรับโครงการ ยังยืนยันว่าเป็นไปตามกรอบเดิมคือ 500,000 ล้านบาท ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการ ทั้งงบฯปี’68 ที่อยู่ในชั้นกรรมาธิการ ส่วนงบฯปี’67 เพิ่มเติมก็กำลังเข้าสู่สภาวันที่ 17 ก.ค.นี้
เมื่อถามว่า มีแผนสำรองหรือไม่หากกฤษฎีกาเห็นว่าขัดต่อกฎหมาย นายเผ่าภูมิกล่าวว่า มีเสมอ มีการเตรียมแผนสองและสามไว้ แต่คิดว่าจะเดินไปในแผนที่หนึ่ง พร้อมย้ำว่าได้ใช้ในไตรมาส 4 แน่นอน ซึ่งจะมีการยืนยันตัวตนและเปิดให้ลงทะเบียนเร็วกว่าไทม์ไลน์ที่วางไว้ เพราะระบบเรียบร้อยแล้ว ส่วนการลงทะเบียนร้านค้าจะอยู่ในขั้นตอนต่อไป ซึ่งต้องแยกกัน
เมื่อถามว่า วันที่ 24 กรกฎาคม ที่จะมีการแถลงนั้นจะมีการระบุวันจ่ายเงินให้ประชาชนเลยหรือไม่ รมช.คลัง กล่าวว่า ยังไม่ได้ระบุวัน แต่อยู่ในไตรมาส 4 เงินถึงมือประชาชนแน่นอน
ส่วนข้อกังวลของประชาชนที่มีต่อโครงการ หลัง กมธ.มักจะออกมาแย้งเรื่องแหล่งที่มาของเงิน นายเผ่าภูมิระบุว่า ต้องแยกคิด ถึงแหล่งที่มาทั้งงบฯ 67 และ 68 ซึ่งทุกอย่างอยู่ในกระบวนการรวมถึงก้อนที่มาจากมาตรา 28 ไม่ได้มีปัญหากระทบกับงบประมาณ เป็นความเห็นที่ต้องรับฟัง แต่รัฐบาลก็ดำเนินตามกรอบเวลาและตามกลไกทุกอย่าง
ในส่วนของ ม.28 ที่มีข้อจำกัดเรื่องเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งเรื่องที่จะโยงไปถามกฤษฎีกาต้องเสร็จสมบูรณ์ ธ.ก.ส.จะต้องชงไปว่าจะแจกเงินประชาชนด้วยเงื่อนไขแบบนี้ เงื่อนไขต่าง ๆ ต้องครบถึงจะส่งไปตีความได้
ส่วนเงื่อนไขการซื้อสินค้า เบื้องต้นสินค้าที่เป็นโทรศัพท์มือถือและประเภทอิเล็กทรอนิกส์มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกตัดออก ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของกระทรวงพาณิชย์ เนื่องจากเป็นผู้เชี่ยวชาญและจะเข้ามาสรุปในการประชุมวันพุธนี้ (10 ก.ค.)
ส่วนการลงทะเบียน ตอนนี้ยังไม่เปิดให้ลงทะเบียนยืนยันตัวตน เป็นแค่การเปิดให้ประชาชนไปดาวน์โหลดได้เอง ซึ่งวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ประกาศวันที่จะให้ยืนยันตัวตน
ส่วนกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ออกมาทักท้วงโดยเฉพาะประเด็น ธ.ก.ส. จะกระทบโครงการนี้หรือไม่ นายเผ่าภูมิกล่าวว่า เป็นสิ่งที่ต้องรับฟังและต้องมาไตร่ตรองว่าสิ่งที่เราทำถูกต้องหรือไม่ ตรงตามหลักการและข้อกฎหมายหรือไม่ หากตรงก็เดินหน้าต่อและชี้แจงความเห็นต่างเท่านั้นเอง
เมื่อถามว่า ธนาคารโลกออกมาประเมินว่าโครงการดิจิทัลวอลเลต จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้ GDP เติบโตได้เพียง 0.5-1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นายเผ่าภูมิระบุว่า ต้องบอกว่าโครงการนี้คือ โครงการใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่เคยมีการจำกัดรัศมีพื้นที่ ไม่เคยมีการทำให้เงินหมุนอยู่ภายในหมู่บ้านหรือแหล่งชุมชน เพราะฉะนั้นการประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจก็หลากหลาย
ซึ่งกระทรวงการคลังก็มีการประเมิน รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ก็มีการประเมิน เพราะฉะนั้น ตัวเลขต่าง ๆ ก็มีความหลากหลายที่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข โดยวันนี้ตัวเงื่อนไขที่เป็น Negative List หรือรายการเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีผลิต หรือประกอบได้ในราชอาณาจักร และสินค้าต้องห้าม ก็ยังไม่นิ่ง เพราะฉะนั้นจะสามารถประเมินได้อย่างไรว่ามีผลต่อระบบเศรษฐกิจเท่าไหร่ ซึ่งรัฐบาลก็มีหน้าที่รับฟัง รับข้อห่วงใย รับข้อประเมินและนำมาพิจารณาร่วมกัน
ส่วนกรณีที่ธนาคารโลกออกมาระบุว่า หากรัฐบาลไม่ดำเนินการโครงการดิจิทัลวอลเลต ธนาคารแห่งประเทศไทยจะสามารถลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ถึง 0.25-0.5 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถแลกกันได้หรือไม่ นายเผ่าภูมิกล่าวว่า ผู้ดูแลมาตรการทางการเงินต้องทำหน้าที่ในเรื่องของมาตรการทางการเงิน อย่านำมาผูกกันถึงในมิติต่าง ๆ เพราะเคยผูกไปแล้วครั้งหนึ่ง ที่คาดการณ์ว่าโครงการดิจิทัลวอลเลตจะเกิดขึ้นภายในปีนี้ และขณะนั้น ธปท.ก็ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปรอ เพราะกลัวเงินเฟ้อ ซึ่งเคยทำมาแล้ว ที่นำมาผูกกันและเกิดปัญหา เพราะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายโดยที่เงินเฟ้อยังไม่ได้ขึ้น ทำให้ประเทศไทยเกิดอัตราเงินเฟ้อตกขอบอยู่ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ยกตัวอย่าง กรณีการซื้อสินค้าราคามากกว่า 10,000 บาทขึ้นไป จะสามารถใช้เงินของคนในครอบครัวมารวมกันซื้อสินค้าได้หรือไม่ นายเผ่าภูมิกล่าวว่า สามารถรวมกันได้ เพราะนี่คือสิ่งที่รัฐบาลอยากให้เกิดขึ้นด้วยซ้ำ เช่น ครอบครัวมี 5 คน มารวมเงินกันเป็น 50,000 บาท ก็สามารถซื้อรถเข็นไปขายของได้