กรมประมงขานรับนโยบาย “วัชระพล” เดินหน้าแผน SARA คุมการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ 21 จังหวัด เร่งสำรวจ-วิเคราะห์-รายงาน-ปฏิบัติการ จำกัดพื้นที่ระบาด กำจัดออกจากระบบนิเวศ และนำไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ ล่าสุดกำจัดได้แล้วกว่า 8.3 ล้านกิโลกรัม ไม่พบพื้นที่ระบาดรุนแรงเกิน 100 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงได้ขานรับนโยบาย ในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยมุ่งดำเนิน 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ การจำกัดพื้นที่การระบาด การกำจัดปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศ และการส่งเสริมให้นำปลาไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการกำจัดประชากรปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง
กรมประมงได้ยกระดับการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการเชิงรุก “SARA” หรือ Survey-Analyse-Report-Action ภายใต้แนวคิด “ทำเร่งด่วน ทำทันที และต่อเนื่อง” เพื่อควบคุมและลดจำนวนปลาหมอคางดำอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับแผน SARA ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ S-Survey การสำรวจความชุกชุมของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยเจ้าหน้าที่กรมประมงลงพื้นที่ทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่เขตการแพร่ระบาดและพื้นที่เฝ้าระวัง 21 จังหวัด 204 แหล่งน้ำ รวมมากกว่า 1,000 จุดสำรวจ
A-Analyse การรวบรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและค่าความชุกชุมของปลาหมอคางดำ โดยใช้เกณฑ์ประเมินเป็นจำนวนตัวต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร หากพบความชุกชุมมากกว่า 100 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร ให้สำนักงานประมงจังหวัดเร่งกำจัดโดยด่วน หากพบมากกว่า 25-100 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร ให้ดำเนินการกำจัด และหากพบน้อยกว่า 10 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร ให้เฝ้าระวังสถานการณ์
R-Report การรายงานผลประเมินและสรุปสถานการณ์การแพร่ระบาดให้ผู้ตรวจราชการในแต่ละเขตพื้นที่และประมงจังหวัดรับทราบ เพื่อใช้เป็นข้อมูลขับเคลื่อนการทำงานของหน่วยงานเครือข่ายในการดำเนินมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด
และ A-Action การปฏิบัติงาน โดยสำนักงานประมงจังหวัดบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น ดำเนินมาตรการควบคุม จำกัดพื้นที่ และนำปลาที่กำจัดได้ไปใช้ประโยชน์ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการกำจัด พร้อมติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสมดุลระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ
นางฐิติพรกล่าวว่า ภายใต้แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567-2570 ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้เป็นวาระแห่งชาติ กรมประมงได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกหลายรูปแบบ ทั้งการผ่อนผันการใช้เครื่องมืออวนรุนเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำในพื้นที่เป้าหมาย การดำเนินโครงการรับซื้อปลาหมอคางดำเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชาวประมงและชุมชน รวมถึงกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำพื้นถิ่น
ล่าสุดสามารถกำจัดปลาหมอคางดำออกจากระบบได้แล้วรวม 8,325,234.50 กิโลกรัม โดยปลาที่กำจัดได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น แปรรูปเป็นอาหารคน อาหารสัตว์ อาหารพืช ผลิตปลาป่น ใช้เป็นปลาเหยื่อ ผลิตปุ๋ย และน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อเกษตรกร สร้างมูลค่าเพิ่ม และสร้างรายได้ให้ชุมชนในพื้นที่ ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy
สำหรับผลสำรวจความชุกชุมในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ครอบคลุม 21 จังหวัด พบว่า ไม่มีพื้นที่การแพร่ระบาดมาก หรือมากกว่า 100 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร ขณะที่จังหวัดที่ไม่พบการระบาดมี 3 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี พัทลุง และปัตตานี
ส่วนพื้นที่แพร่ระบาดความชุกชุมน้อย หรือน้อยกว่า 10 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร มี 10 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ฉะเชิงเทรา นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม นครปฐม ราชบุรี สุราษฎร์ธานี สงขลา และตราด
ขณะที่พื้นที่แพร่ระบาดความชุกชุมปานกลาง หรือ 10-100 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร มี 8 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และนครศรีธรรมราช
นางฐิติพรกล่าวว่า กรมประมงพร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องที่ ท้องถิ่น และประชาชน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ติดตามสถานการณ์ และรวบรวมข้อมูลผลกระทบในพื้นที่อย่างรอบด้าน เพื่อนำไปสู่การกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ กรมประมงจะเดินหน้ามาตรการจำกัด กำจัด และสร้างมูลค่าจากปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการฟื้นฟูความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ สร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรสัตว์น้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเกษตรกรอย่างยั่งยืน


