กรมประมงประกาศมาตรการปิดอ่าวไทยตอนใน หรือ “อ่าวไทยรูปตัว ก” ประจำปี 2569 ครอบคลุมพื้นที่บางส่วน 8 จังหวัด แบ่ง 2 ช่วง เริ่ม 15 มิ.ย.-15 ส.ค. และ 1 ส.ค.-30 ก.ย. เพื่อคุ้มครองสัตว์น้ำช่วงมีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อน หลังผลประเมินปี 2568 ชี้อัตราการจับสัตว์น้ำหลังมาตรการเพิ่มขึ้น 1.35-1.52 เท่า ขณะที่ผลผลิตปลาทูจากอวนล้อมจับเพิ่ม 25.69%
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในช่วงสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อน ในพื้นที่อ่าวไทยตอนใน หรือ “อ่าวไทยรูปตัว ก” ประจำปี 2569 เพื่อคุ้มครองสัตว์น้ำให้มีโอกาสสืบพันธุ์ วางไข่ และเจริญเติบโต สร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน
มาตรการดังกล่าวแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ช่วง โดยช่วงที่ 1 เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน-15 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตก ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร
ส่วนช่วงที่ 2 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม-30 กันยายน 2569 ในพื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนในด้านเหนือ ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี
มาตรการปิดอ่าวไทยตอนในถือเป็นภารกิจสำคัญที่กรมประมงดำเนินการต่อเนื่องทุกปี เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้เกิดความเหมาะสมและสมดุลตามธรรมชาติ โดยอ้างอิงจากข้อมูลทางวิชาการและผลการติดตามประเมินทรัพยากรในพื้นที่
จากผลการประเมินทางวิชาการโดยอ้างอิงข้อมูลปี 2568 พบว่า พื้นที่อ่าวไทยตอนในมีการแพร่กระจายของสัตว์น้ำวัยอ่อนทั้งในช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 ของมาตรการ ขณะเดียวกัน อัตราการจับสัตว์น้ำจากเรือสำรวจประมง 2 พบว่า ทั้งช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 ระหว่างมาตรการและหลังมาตรการมีอัตราการจับสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนมาตรการ
ในช่วงที่ 1 อัตราการจับสัตว์น้ำหลังมาตรการเพิ่มขึ้นเป็น 2,036.17 กิโลกรัมต่อวัน จากก่อนมาตรการ 1,500.00 กิโลกรัมต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 1.35 เท่า ส่วนช่วงที่ 2 อัตราการจับหลังมาตรการเพิ่มขึ้นเป็น 1,451.85 กิโลกรัมต่อวัน จากก่อนมาตรการ 950.00 กิโลกรัมต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 1.52 เท่า โดยชนิดสัตว์น้ำที่จับได้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มปลาผิวน้ำเศรษฐกิจ เช่น ปลาทู ปลาสีกุนเขียว และปลาสีกุนบั้ง
สำหรับปลาทู ซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของอ่าวไทย พบว่าหลังมาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลางบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปลาทูที่จับได้มีขนาดความยาวประมาณ 13 เซนติเมตร อยู่ในช่วงการเคลื่อนที่เข้าสู่พื้นที่ปิดอ่าวไทยตอนใน และจะเติบโตเป็นปลาทูสาว ความยาว 13-22 เซนติเมตร
เมื่อพิจารณาสถิติปริมาณการจับปลาทูในพื้นที่อ่าวไทยตอนใน พบว่าปี 2568 ปริมาณผลผลิตปลาทูจากการทำประมงอวนล้อมจับอยู่ที่ 1,761 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีปริมาณ 1,401 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 360 ตัน คิดเป็น 25.69%
นางฐิติพรกล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่ามาตรการปิดอ่าวไทยตอนในมีประสิทธิภาพและเหมาะสม ทั้งด้านพื้นที่และระยะเวลา สามารถเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม กรมประมงจึงเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการในปี 2569 ต่อเนื่องตามกรอบเดิม
สำหรับช่วงที่ 1 ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน-15 สิงหาคม 2569 ครอบคลุมพื้นที่จับสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตกบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร เริ่มจากอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,350 ตารางกิโลเมตร
ช่วงที่ 2 ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม-30 กันยายน 2569 ครอบคลุมพื้นที่จับสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทยตอนในด้านเหนือบางส่วนของจังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี เริ่มจากอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ถึงอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,650 ตารางกิโลเมตร
ทั้งนี้ กรมประมงกำหนดเครื่องมือประมง วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขที่อนุญาตให้ใช้ในช่วงมาตรการ เช่น อวนลากแผ่นตะเฆ่ที่ใช้กับเรือกลลำเดียว ขนาดต่ำกว่า 20 ตันกรอส ให้ทำการประมงได้เฉพาะเวลากลางคืนและนอกเขตทะเลชายฝั่ง อวนติดตาปลาที่ใช้กับเรือกลขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส โดยมีขนาดช่องตาอวนตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป และความยาวอวนไม่เกิน 2,000 เมตรต่อเรือประมง 1 ลำ โดยห้ามทำประมงด้วยวิธีล้อมติดหรือวิธีอื่นที่คล้ายคลึงกัน
นอกจากนี้ ยังอนุญาตเครื่องมือบางประเภทภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เช่น อวนปู อวนกุ้ง อวนหมึก อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึกที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า โดยต้องทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง ลอบปูที่มีขนาดตาอวนตามเกณฑ์ ลอบหมึก ซั้งสำหรับประมงพื้นบ้านในเขตทะเลชายฝั่ง คราดหอย อวนรุนเคย รวมถึงเครื่องมือพื้นบ้านอื่น เช่น จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ และฉมวก
อย่างไรก็ตาม เครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพสูงยังคงถูกห้ามใช้ทำการประมงในพื้นที่และช่วงเวลามาตรการอย่างเคร่งครัด เนื่องจากหลังมาตรการยังพบการจับสัตว์น้ำเศรษฐกิจขนาดเล็ก หากฝ่าฝืนมีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือประมง หรือปรับ 5 เท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมง แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า และยังต้องได้รับโทษทางปกครองอีกด้วย
กรมประมงขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยกรมประมงจะติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
มาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบาย “BLUE TRANSFORMATION พลิกโฉมประมงไทยสู่ความยั่งยืน” ของนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในมิติ B : Biodiversity & Balance ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจประมงกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ
ขณะเดียวกัน ยังสอดคล้องกับแนวคิดการทำงานของกรมประมง Fisheries Connect for Sustainability ที่มุ่งเน้นการบูรณาการเพื่อจัดการทรัพยากรประมง ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ และเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
