Skip to content

เปิดมุมมอง สภาธุรกิจไทย-ลาว แนะทุนไทยตั้งรับ “วิกฤตเงินกีบ”

27 ก.ค. 2567 | 19:05น.
เปิดมุมมอง สภาธุรกิจไทย-ลาว แนะทุนไทยตั้งรับ “วิกฤตเงินกีบ”
สัมภาษณ์พิเศษ

สปป.ลาว ปัจจุบันเกิดวิกฤตปัญหาค่าเงินกีบอ่อนค่า และมีความผันผวน เกิดกระแส เซฟเงินกีบขึ้นภายในประเทศ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง แต่มีการประเมินว่า สปป.ลาว จะคงรักษาระดับเงินเฟ้อในปี 2567 มีแนวโน้มอยู่ในระดับ 20% ได้ ซึ่งเวิลด์แบงก์มีการคาดการณ์ว่า สปป.ลาว จะสามารถจัดการลดเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำลงได้ ขณะที่เดือนมิถุนายน 2567 เงินเฟ้อ 26.15% ส่วนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้มีการประเมินว่าอยู่ที่ 4% “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายจตุรงค์ บุนนาค” ประธานสภาธุรกิจไทย-ลาว ถึงสถานการณ์และโอกาสที่เกิดขึ้นที่จะสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการไทย

เศรษฐกิจ สปป.ลาว ปี’67

เมื่อติดตามสถานการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจของ สปป.ลาว ปีนี้เวิลด์แบงก์ ประเมินการขยายตัวเศรษฐกิจอยู่ที่ 4% แต่ในหลายปีที่ผ่านมา พบว่า สปป.ลาว ยังเจอปัญหาและอุปสรรคมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยหลักเกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนที่สะท้อนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจ และเป็นปัญหามานานตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน เมื่อเทียบเงินบาทก็อ่อนค่ามาเรื่อย ๆ จากอัตราแลกเปลี่ยน 1,000 บาทต่อ 600,000 กีบ ตอนนี้ก็อ่อนสูงกว่า 700,000 กีบต่อ 1,000 บาท

สปป.ลาวเองยังเป็นประเทศที่ขาดดุลการค้ามาโดยตลอด ส่งผลให้กลไกอัตราแลกเปลี่ยนไม่สามารถสร้างความสมดุลในการค้า-ขายได้ เพราะเป็นประเทศที่อาศัยการนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ การส่งออกสินค้าน้อย เช่น กระแสไฟฟ้า เหมืองแร่ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีการทำสัญญาระยะยาว คงอัตราราคาซื้อ-ขายคงที่ตั้งแต่เซ็นสัญญา และทำสัญญาโดยสกุลเงินเหรียญสหรัฐ จึงไม่มีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนเลย และธุรกิจเหล่านี้เป็นกลุ่มนักลงทุนที่เข้ามารับสัมปทานจากรัฐบาล ดังนั้น กลไกราคาจึงช่วยอะไรไม่ได้

เงินเฟ้อ 2 หลัก

ขณะเดียวกัน สปป.ลาว ยังพบปัญหาเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เมื่อปี 2565 ช่วงต้นปีสูงถึง 64% ราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น เพราะส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ

แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามดูแลควบคุมเงินเฟ้อภายในประเทศให้อยู่ในกรอบ และพยายามลดเงินเฟ้อลง โดยปลายปี 2566 เงินเฟ้ออยู่ที่ 24.36% และในปี 2567 รัฐบาลมีเป้าหมายไม่ให้เงินเฟ้อสูง โดยให้คงอยู่ในระดับ 20% และเวิลด์แบงก์คาดการณ์ว่า สปป.ลาวจะจัดการเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับลดลงได้ แต่ก็ยังถือว่ายังอยู่ในระดับที่สูงอยู่

“ปัญหาที่เกิดเงินเฟ้อสูงขึ้น ปัจจัยสำคัญเกิดจากราคาน้ำมันของตลาดโลกที่สูงขึ้น มีผลต่อค่าขนส่ง และความต้องการใช้น้ำมันในภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ต่างประเทศเข้าไปลงทุนและได้สัมปทาน ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เงินเฟ้อสูงขึ้น อีกทั้ง สปป.ลาว ส่วนใหญ่นำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเป็นหลัก เช่น ไทย จีน และปัจจุบันเริ่มนำเข้าจากเวียดนาม ซึ่งระดับราคาน้ำมันสูงขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนที่มีผลต่อราคาน้ำมัน แต่อย่างไรก็ดี ยังคงมั่นใจว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำมันใน สปป.ลาว จะไม่เกิดขึ้นเมื่อเทียบปี 2565”

ลงทุน FDI ทรุด

“จากภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ต้องยอมรับว่ามีผลต่อการพิจารณาการเข้ามาลงทุนจากต่างประเทศใน สปป.ลาว เพราะนักลงทุนต้องพิจารณาถึงผลตอบแทนที่เกิดขึ้น หากเข้ามาลงทุนแล้วผลตอบแทนน้อยหรือติดลบ ก็จะมีผลต่อการตัดสินใจไม่เข้ามาลงทุน ซึ่งประเด็น
นี้จะเป็นสิ่งที่ในอนาคต สปป.ลาวอาจจะต้องเจอ”

ทั้งนี้ ยังพบอีกว่า สปป.ลาว กำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยมีแรงงานที่ออกจากระบบการศึกษา ไหลไปหางานทำในต่างประเทศมากขึ้น เช่น ไทย เกาหลีใต้ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและธุรกิจที่อาศัยแรงงานเป็นหลัก ที่จะเจอปัญหาแรงงานขาดแคลน โดยภาพรวมทั้งหมดนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นใน สปป.ลาว ปัจจุบัน

กำลังซื้อภายในหด

สภาธุรกิจฯติดตามพฤติกรรมการบริโภคของคนใน สปป.ลาว จะพบว่า ภาวะเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น มีผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายและการซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภค ของคน สปป.ลาว โดยประชาชนจะบริโภคเฉพาะสินค้าที่จำเป็น การซื้อสินค้าบางชนิดจะตัดสินใจช้าลง และระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่สินค้าฟุ่มเฟือยจะมีการจับจ่ายน้อยลง

นอกจากนี้ยังพบว่าการเดินทางข้ามแดนเข้ามาในประเทศไทย จากการประเมินและสอบถามผู้ประกอบการไทยพบว่า ผู้ประกอบการ สปป.ลาว ข้ามมายังประเทศไทยเพื่อซื้อสินค้าน้อยลง และยังมีอีกปัจจัยที่มีผลต่อการข้ามเข้ามาซื้อสินค้าในประเทศไทย คือ มีการเปิดห้างสรรพสินค้าที่ลงทุนโดยนักลงทุนจีน ซึ่งอาจจะเข้ามาทดแทนการเข้ามาซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าไทยในแถบชายแดนได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่ติดระหว่างเวียงจันทน์และหนองคาย เป็นต้น

ทุนไทยใน สปป.ลาว

ขณะที่ฝั่งนักธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนใน สปป.ลาว ซึ่งมีหลากหลายประเภทธุรกิจ หลายอุตสาหกรรม แต่ผู้ประกอบการไทยที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ น่าจะอยู่ในกลุ่มผู้นำเข้า-ส่งออกสินค้าไทยมากกว่านักลงทุน

“แม้ปัจจุบันจะพบว่าคำสั่งซื้อในระยะสั้นยังคงไม่ได้ลดลง แต่จะปรับเปลี่ยนการนำเข้าสินค้าตามฤดูกาลไปบ้าง ขึ้นอยู่กับความต้องการภายในประเทศ อย่างเช่น ช่วงนี้เริ่มมีการเพาะปลูกก็จะนำเข้าเกี่ยวกับวัสดุทางการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ส่วนสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าที่ไม่จำเป็นก็จะปรับลดลง ภาพรวมยังมองว่าปกติ เพราะปริมาณการสั่งซื้อสินค้ายังคงเท่าเดิมและไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ระยะยาวยังคงต้องเฝ้าสถานการณ์ติดตามกันอีกครั้งหนึ่ง แม้ปัญหาเงินเฟ้อตอนนี้จะยังไม่มีผลกระทบการซื้อ-ขายระหว่างประเทศ แต่กระแสภายใน สปป.ลาว ได้เกิดสถานการณ์ #เซฟเงินกีบ เกิดขึ้น และมีการรณรงค์งดรับเงินตราต่างประเทศในประเทศ ซึ่งจากกรณีที่เกิดขึ้น ทำให้ก็มีการแลกเปลี่ยนเงินตราในประเทศ โดยกำหนดเรตราคาเองขึ้นมาในการแลกเปลี่ยน ไม่ได้อิงธนาคารกลางของ สปป.ลาว การกระทำอย่างนี้เห็นว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และกระทบต่อการท่องเที่ยวใน สปป.ลาว จึงเป็นสิ่งที่เห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะออกมาดูแลในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด”

นอกจากนี้ ยังมองว่านักท่องเที่ยวไทยจำเป็นอาจจะต้องปรับพฤติกรรมโดยหันไปแลกเงินบาทเป็นเงินกีบ เพื่อใช้ในการท่องเที่ยวใน สปป.ลาว ให้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ ธนาคารกลางของ สปป.ลาวเอง ก็จะต้องมีการสอดส่องให้มากขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการไทย ยังมีความกังวลใจหากมีการแลกเงินกีบเข้าไปแล้ว และมีจำนวนเงินที่เหลือต้องการนำไปแลกคืน แต่พบว่าธนาคารใน สปป.ลาว ไม่รับแลกคืน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องการฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ด้วย

คำแนะนำนักลงทุนไทย

สำหรับนักลงทุนไทยที่กำลังมองโอกาสลงทุนใน สปป.ลาว ยังคงต้องพิจารณาโครงสร้างระบบเศรษฐกิจภายใน เช่น ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินที่อ่อนค่า อัตราเงินเฟ้อ ก็ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมของประเภทธุรกิจ หากเป็นกลุ่มประเภทนำเข้า-ส่งออก ในช่วงนี้อาจจะยังไม่เหมาะสมที่เข้าไปลงทุน แต่จะมีธุรกิจบางประเภทที่อาจจะอาศัยช่วงนี้เข้าไปลงทุน เนื่องจากเป็นโอกาสเพราะค่าเช่าถูกลง เงินลงทุนขั้นต่ำลดลง และใน สปป.ลาว ยังมีสิทธิพิเศษต่าง ๆ อีกมาก เช่น สิทธิพิเศษทางภาษี สิทธิพิเศษลาว-จีนที่มีชายแดนติดกัน ค่าแรงถูกที่จะเป็นโอกาสให้กับธุรกิจได้

ส่วนการใช้โอกาสการขนส่งผ่านรถไฟลาว-จีน ปัจจุบันเอกชนไทยยังมองว่าต้นทุนการขนส่งยังสูงอยู่มาก เนื่องจากต้นทุนแฝงเยอะ ทำให้การขนส่งสินค้าจากไทยเข้าจีนต่อเที่ยวอยู่ที่ 270,000 บาทต่อตู้ 40 ฟุต หากใช้การขนส่งทางรถยนต์เฉลี่ยจะอยู่ที่ 120,000-200,000 บาทต่อตู้ 40 ฟุตต่อเที่ยว ขึ้นอยู่กับเส้นทางเดินรถที่ใช้ขนส่ง เช่น R3A, R9, R12 หรือการขนส่งผ่านท่าเรือก็มีต้นทุนที่ถูกกว่า แต่อนาคตหากการขนส่งทางรถไฟถูกลงมาอยู่ที่ 150,000-160,000 ต่อเที่ยว ก็มีโอกาสจะหันไปใช้ขนส่งผ่านเส้นทางนี้มากขึ้น

เขตเศรษฐกิจพิเศษในลาว

ในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษใน สปป.ลาว ปัจจุบันยังคงดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศโดยให้สิทธิพิเศษ ด้านภาษี เช่น ภาษีนิติบุคคล ภาษีรายได้ ซึ่งแต่ละธุรกิจจะได้สิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ต้นทุนในการเข้าไปลงทุนที่ต่ำลง โดยในหลายพื้นที่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษใน สปป.ลาว มีต่างชาติเข้าไปลงทุนเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันพบว่านักลงทุนจีนเข้าไปลงทุนมากกว่า 1,000 บริษัท โดยการลงทุนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจพลังงาน เหมืองแร่ การเกษตร เป็นต้น ขณะที่นักลงทุนไทยที่เข้าไปลงทุนในพื้นที่ดังกล่าว เช่น ในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ที่เข้าไปลงทุนเพื่ออาศัยสิทธิประโยชน์ด้านภาษีในการส่งออกไปยังประเทศที่สาม

“นักลงทุนจีนที่เข้าไปลงทุนในลาวมากขึ้น จะมีผลกระทบต่อกลุ่มธุรกิจของไทยไหม คงต้องดูว่าสินค้าปัจจุบันของไทยที่มีบทบาทมากในลาว คือ สินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งมีการนำเข้าไปถึง 90% ในอนาคตอาจจะได้รับผลกระทบหากจีนหันมาผลิตสินค้าที่ใกล้เคียงกับของไทยในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งยังได้สิทธิพิเศษ และลาวเองมีแผนยุทธศาสตร์ที่จะผลิตสินค้าเองเพื่อลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ อาจจะส่งผลกระทบต่อสินค้าไทยในระยะ 5-10 ปี เอกชนไทยจำเป็นต้องเตรียมการรับมือไว้ในอนาคต”

ค้าชายแดนไทย-ลาว

ด้านการค้า ประเทศไทยถือเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของสปป.ลาว ขณะที่ สปป.ลาวเป็นคู่ค้าอันดับ 19-20 ของประเทศไทย สำหรับมูลค่าการค้าไทย-ลาว 5 เดือน (มกราคม-พฤษภาคม) แรกของปี 2567 ขยายตัว 17% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เชื่อว่าทั้งปี 2567 มูลค่าการค้าจะเทียบเท่าปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 260,000 ล้านบาท

ส่วนสินค้าที่ไทยส่งออกสำคัญ คือ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำตาลทราย เคมีภัณฑ์ เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป สินค้าแร่และเชื้อเพลิง เครื่องดื่ม

สินค้าที่ไทยนำเข้าสำคัญ คือ เชื้อเพลิง ผักผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผักผลไม้ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ปูนซีเมนต์ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ กาแฟ ชา เครื่องเทศ เคมีภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช ผลิตภัณฑ์โลหะ

ลุยอีคอมเมิร์ซ

ในอนาคตผู้ประกอบการไทยจะต้องเตรียมแผนรับมือในการทำการค้าโดยอาศัยรูปแบบอีคอมเมิร์ซมากขึ้น โดยตอนนี้ทางสภาธุรกิจไทย-ลาว ได้ร่วมกับหอการค้าในจังหวัดชายแดน เช่น อุบลราชธานี มุกดาหาร หนองคาย อุดรธานี ขอนแก่น ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการพัฒนาองค์ความรู้ของผู้ประกอบการในการใช้อีคอมเมิร์ซและพัฒนาสินค้าของผู้ประกอบการเพื่อที่จะสามารถส่งออกไปจีน เพื่อขยายตลาดส่งออก โดยที่ผ่านมาเราตั้งรับการนำเข้าสินค้าจากจีน ถึงเวลาที่เราจะดูว่ามีช่องทางไหนบ้าง ที่จะทำให้สินค้าไทยไปขายที่จีนได้

ที่ผ่านมาเราได้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มองว่าการค้ารูปแบบ Cross-border e-Commerce (คอร์ส บอร์เดอร์ อีคอมเมิร์ซ) คือการซื้อขายระหว่างประเทศผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายไม่ได้อยู่ในประเทศเดียวกันโดยซื้อขายผ่านทางช่องทางออนไลน์ซึ่งมีการเติบโตอย่างมากในจีน เป็นช่องทางสำคัญในการเอาสินค้าไทยไปขายที่จีน ซึ่งเราได้มีการบันทึกความตกลง (MOU) เมื่อปลายปี 2566 กับหอการค้าไทย สมาคมธุรกิจไทยในจีนตะวันตก จะร่วมกันพัฒนาสามารถเอาสินค้าของไทยไปขายผ่านรูปแบบการค้านี้ได้

และในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2567 เราจะมีการตั้งศูนย์ถ่ายทอดความรู้การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามแดน หรือคอร์ส บอร์เดอร์ อีคอมเมิร์ซ ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย เพื่อที่จะพัฒนาให้ศูนย์นี้เป็นที่เรียนรู้ในการใช้รูปแบบการขายนี้เพื่อขายสินค้าไทยไปจีนได้อย่างไร เพื่อสร้างมูลค่าการค้าและการส่งออกรายได้ให้กับประเทศ