“บี.กริม เพาเวอร์” เผยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Phu Yen TTP เวียดนาม ใกล้จุดคุ้มทุน หลังใช้เงินลงทุน 9,000 ล้านบาท มีรายได้เข้ามาปีละ 1,200 ล้านบาท เดินหน้าบริหารต้นทุนให้ถูกลง ฟาก “เมย์แบงก์” แนะนำ “ซื้อ” เพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 30 บาท
นายพีรเดช พัฒนจันทร์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานกฎหมายและธุรกิจภูมิภาคเอเชียเหนือ ฟิลิปปินส์และกัมพูชา บมจ. บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) เปิดเผยว่า หลังบริษัทลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Phu Yen TTP ที่เมืองฟู้เอียน (PHU YEN) ประเทศเวียดนาม เมื่อปี 2561 กำลังการผลิต 257 เมกะวัตต์ บนพื้นที่ 200 เฮกตาร์ เป็นโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มแบบติดตั้งบนดินขนาดใหญ่ที่สุดในเวียดนาม และเริ่มขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ให้การไฟฟ้าแห่งเวียดนาม (EVN) ในปี 2562 ซึ่งบริษัทเริ่มรับรู้รายได้ภายใต้สัญญาการรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา 9.35 เซนต์/กิโลวัตต์ชั่วโมง หรือ 3.40 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง เป็นเวลา 20 ปี
“การลงทุนโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม Phu Yen TTP ใช้เงินลงทุนทั้งหมดประมาณ 9,000 ล้านบาท มีรายได้ประมาณ 1,200 ล้านบาทต่อปี ซึ่งในปัจจุบันยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน (Breakeven) เนื่องจากบริษัทมีภาระดอกเบี้ยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ปกติแล้วการลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนจะคืนทุนต้องใช้เวลาประมาณ 7-8 ปี ตอนนี้ก็ใกล้แล้ว
และด้วยเทรนด์ของรายได้ค่าไฟจะลดลงตามสัญญาการรับซื้อไฟฟ้า เพราะฉะนั้น บริษัทต้องบริหารต้นทุนให้ถูกลงและได้วอลุ่มที่มากขึ้น โดยเทรนด์ของโลกมุ่งไปสู่เรื่องพลังงานทดแทน เพราะฉะนั้นมีโอกาสอีกมากขึ้นอยู่กับความสามารถของบริษัทในการพิจารณาขยายการลงทุนเพิ่มเติมในโครงการเหล่านี้
“นับตั้งแต่ปี 2561 เวียดนามเปิดสัมปทานการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยไม่มีการประมูลแต่กำหนดไทม์ไลน์ไว้ชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ซึ่งในตอนนั้นไม่มีเอกชนรายใหญ่สามารถจะดำเนินการได้ เนื่องจากเงื่อนไขข้อตกลงการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPA) มีข้อจำกัดเรื่องการปรับลดซื้อไฟฟ้าในสัญญาซื้อขายไฟ (Curtailment Cost) ส่งผลให้เป็นสัญญาที่ทุกธนาคารไม่สามารถทำการปล่อยเงินกู้ยืมให้ได้ ในตอนนั้นบริษัทตัดสินใจเข้าลงทุนภายใต้เงื่อนไขบริษัทจะรับผิดชอบเงินลงทุนเพียงแค่ 10% โดยที่เหลือได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลเวียดนามและบริษัทผู้รับเหมาซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน โดยรัฐบาลจีนถือหุ้น 100% และสามารถจะดำเนินก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน”
นายณัชพล โรจนโรวรรณ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า คาดการณ์กำไรงวดไตรมาส 2/2567 ของ BGRIM จะอยู่ที่ 632 ล้านบาท ลดลง 8% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) แต่เพิ่มขึ้น 30% จากไตรมาสก่อนหน้า (QOQ) การลดลง YOY มาจากฐานกำไรที่สูงจากค่าไฟฟ้าสูงที่ 4.91 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง เทียบกับ 4.18 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ในไตรมาส 2/2567 ส่วนการเพิ่มขึ้น QOQ มาจากราคาก๊าซที่ลดลง 12%

โดยได้ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น BGRIM เป็น “ซื้อ” จาก “ถือ” และเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 30 บาท จาก 28 บาท สำหรับราคาเป้าหมายในสิ้นปี 2568 โดยรวมโครงการใหม่เข้าในการคาดการณ์ มองว่า BGRIM จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากราคาแก๊สที่ลดลง รวมถึงมีศักยภาพในการขยายกำลังการผลิตอย่างน้อย 360 เมกะวัตต์ในปีนี้ และคาดผลประกอบการรายไตรมาสที่แข็งแกร่งใน 3 ไตรมาสข้างหน้า เป็นปัจจัยกระตุ้น ทั้งนี้ สำหรับหุ้นมีความเสี่ยงด้านลบคือ ความล่าช้าของโครงการและความต้องการพลังงานที่ลดลง