Skip to content

โอ้กะจู๋ ใช้ ESG นำทาง ชวนเกษตรกรทำออร์แกนิกสู่ความยั่งยืน

22 ส.ค. 2567 | 19:40น.
โอ้กะจู๋ ใช้ ESG นำทาง ชวนเกษตรกรทำออร์แกนิกสู่ความยั่งยืน

ปลูกผักเพราะรักแม่ (โอ้กะจู๋) ใช้ ESG นำทาง ชวนเกษตรกรทำออร์แกนิก มุ่งสู่ความยั่งยืน ด้วยความเชื่อว่า เกษตรกรไม่ได้อยากเผาป่าเพื่อขยายพื้นที่ทำเกษตร แต่ขาดโอกาสและไม่มีทางเลือก ต้องหาเลี้ยงดูครอบครัว

วันที่ 22 สิงหาคม 2567 นายชลากร เอกชัยพัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนา Prachachat ESG Forum 2024 หัวข้อ “Time for Action #พลิกวิกฤต โลกเดือด” ว่า ตอนนี้บริษัทปลูกผักออร์แกนิกเอง และก็เปิดร้านอาหาร ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 3 แบรนด์ คือ โอ้กะจู๋, Ohkajhu Wrap & Roll และ Oh Juice

“ชลากร” เล่าย้อนไปในอดีตว่า ธุรกิจของตนเองมีจุดเริ่มต้นจากความที่เป็นเด็กต่างจังหวัด อยู่เชียงใหม่ แล้วคุณพ่อมีบ้านพักอยู่บนดอย หมู่บ้านแม่กำปอง จึงมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่นั่นตั้งแต่เล็ก ๆ แล้วคุณพ่อชอบเล่าให้ฟังว่า แมงกำปองมีความสำคัญ เป็นป่าต้นน้ำของ จ.เชียงใหม่

“ตอนนั้นพื้นที่หลังบ้านของพ่อ ตั้งใจให้ชาวบ้านมาปลูกกาแฟแล้วก็เก็บเกี่ยว ซึ่งเจตนารมณ์ของคุณพ่อคือ อยากจะรักษาป่าต้นน้ำ ทำให้ผมได้รับการปลูกฝังเรื่องรักษาธรรมชาติมาตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้น ผม ‘อู๋’ และเพื่อนชื่อ ‘โจ้’ เกิดความสนใจที่จะผสมผสานเกษตรสมัยใหม่กับวิธีการเกษตรแบบดั้งเดิมเข้าด้วยกัน จึงเริ่มทำการเกษตร

และตอนแรก ๆ เราคุยกันและตั้งคำถามว่า ถ้าไปซื้อผักที่ตลาดทั้งรู้ว่ามียาฆ่าแมลงหรือสารเคมีปนเปื้อน จะกล้าซื้อไปให้คนที่บ้านทานไหม คำตอบของเรา 2 คน คือ ‘ไม่’ ดังนั้น เราจึงหันมาปลูกผักออร์แกนิกกัน และที่มาของชื่อบริษัทปลูกผักเพราะรักแม่คือ เราอยากให้คุณแม่ที่เป็นเหมือนศูนย์กลางของทุกครอบครัวมีอายุยืน มีสุขภาพที่ดี”

“ชลากร” บอกว่า เมื่อเช้าได้ฟังข่าวว่า จ.เชียงราย น้ำท่วม ซึ่งถ้ามาวิเคราะห์ สาเหตุส่วนหนึ่งคือ ไม่มีป่า เพราะถูกเผาไปเยอะ

“ผมเคยขึ้นไปบนดอยแล้วถามเกษตรกรว่า ทำไมถึงใช้วิธีเผาป่าเพื่อทำเกษตร เพราะมันเป็นต้นเหตุของ PM 2.5 พวกเขาตอบกลับว่า เขาต้องหาเงินส่งเสียลูกเรียน และดูแลครอบครัว

ผมจึงเกิดความรู้สึกว่า จริง ๆ แล้วพวกเขาไม่ได้อยากที่จะเผาป่าเพื่อขยายพื้นที่ทำเกษตร แต่ขาดโอกาสและทางเลือก เลยชวนพวกเขามาปลูกผักออร์แกนิกแล้วผมรับซื้อเอง ซึ่งตอนนี้มีเกษตรกรในเครือข่ายกว่า 100 ครัวเรือน

เราทำมาประมาณ 7-8 ปีแล้ว สอน Know How ให้ทุกอย่าง เกษตรเป็นผู้ดูดูแลให้ได้ผลผลิต แล้วส่งมาให้เรา ทำให้พวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ร่างกายแข็งแรงขึ้น เพราะไม่ต้องใช้ยาฆ่าหญ้า-ฆ่าแมลง มีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถส่งลูกเรียนได้”

“ชลากร” กล่าวด้วยว่า ไม่ได้มองเรื่องของ ESG ว่าเป็นทางเลือก แต่มันเป็นวิธีที่จะทำให้เราอยู่ไปได้อย่างมั่นคงตลอดไป พอมาผนวกกับวิถีออร์แกนิก ซึ่งเป็นวิถีที่คนสมัยโบราณใช้อยู่แล้ว บริษัทอย่างผมก็สามาถช่วยเกษตรกรมีทางเลือกมากขึ้น