เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
Biz Movement สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
Business เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
Real Estate ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
Biz Movement เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
News ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ดูทั้งหมด

เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำ SCB EIC หั่นจีดีพีปี’68 เหลือ 2.6%

12 ก.ย. 2567 | 16:53น.

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ชี้เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำ คงเป้า GDP ปีนี้โต 2.5% ดิจิทัลวอลเลตหนุน 0.5-0.7% หั่น GDP ปีหน้าเหลือโต 2.6% จากปัญหาเชิงโครงสร้าง-วัฏจักรเศรษฐกิจซ้ำเติมจีดีพีหมุนวนลงเร็วขึ้น ชี้เห็นการจ้างงานน้อยลงจากภาคการผลิต ลามสู่ภาคบริการ มองปัญหา “หนี้” ฉุดรั้งเศรษฐกิจมากสุด เปิด 3 ปัจจัยอาจทุบเศรษฐกิจไทยปีหน้าเสี่ยงถดถอย GDP โตได้แค่ 1.9% คาด กนง.ลดดอกเบี้ยปีนี้ 0.25% ปีหน้าอีก 0.25% ค่าเงินบาทปีนี้ 35.2 บาท และปีหน้า 33.4 บาท

วันที่ 12 กันยายน 2567 ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า อีไอซีประเมินเศรษฐกิจไทยเริ่มมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าเศรษฐกิจโลก และขยายตัวต่ำกว่าประเทศส่วนใหญ่ที่มีระดับรายได้เท่ากัน จากที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตช้าด้วยปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่ในระยะต่อไปจะมีเรื่องวัฏจักรเศรษฐกิจที่ไปซ้ำเติมให้เศรษฐกิจไทยหมุนวนลงเร็วขึ้น

โดยปี 2567 คงประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) อยู่ที่ระดับ 2.5% ซึ่งจะเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปีแล้ว แต่มองภาพเศรษฐกิจไทยไม่ได้เปลี่ยน โดยนโยบายดิจิทัลวอลเลตจากเงื่อนไขที่เปลี่ยนไป โดยมีการจ่ายเงินสดให้กับกลุ่มเปราะบางก่อนถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นนโยบายที่โฟกัสมากขึ้น ไม่ใช่การเหวี่ยงแห ประเมินมาตรการนี้จะช่วยหนุนจีดีพีเพิ่มได้ราว 0.5-0.7% แต่อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาระยะยาวหรือปัญหาเชิงโครงสร้างก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปด้วย

สมประวิณ มันประเสริฐ

ขณะที่มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะมีการปรับจีดีพีลงเหลือโต 2.6% ซึ่งเป็นการปรับลดลงเป็นรอบที่ 2 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้โตกว่า 3% มาเป็น 2.9% ถือเป็นการเติบโตชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่อีไอซีมองว่าน่าจะโตได้อยู่ในระยะกลางถึงยาวประมาณ 2.7% จึงถือเป็นการโตที่ต่ำกว่าศักยภาพ โดยส่วนต่าง 0.1% ที่ต่ำกว่าศักยภาพนั้นจะมาจากเรื่องวัฏจักรเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคที่อ่อนแรงลงค่อนข้างมาก การลงทุนภาคเอกชนและตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ลดลง

ขณะที่การส่งออกไทยในปีหน้าถือว่ายังโตต่ำกว่าในอดีต ส่วนหนึ่งมาจากความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดลง ซึ่งจะกระทบต่อการผลิตของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนภาคเอกชน โดยวันนี้ต้องลุ้นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และคาดหวังจากมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ

ทั้งนี้ เมื่อภาคส่งออกและการผลิตไม่ดี สุดท้ายเริ่มเชื่อมไปฝั่งดีมานด์ที่การจ้างงานน้อยลง ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณการจ้างงานลดน้อยลง ไม่ใช่แค่ภาคการผลิตอย่างเดียว แต่ลามไปสู่ภาคบริการและการค้า ยิ่งไปกว่านั้นค่าจ้างเริ่มลดลงในอุตสาหกรรมบางกลุ่ม เช่น บริการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์, ขนส่ง และขายส่งขายปลีก ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่อนข้างกังวลใจ เพราะภาคบริการใช้แรงงานคนจำนวนมาก ดังนั้น จะกระทบคนมหาศาล ขณะที่ค่าจ้างในภาคเกษตรก็แย่ เพราะราคาสินค้าเกษตรลดลงซึ่งจะกดดันรายได้ติดลบ รวมทั้งสัญญาณของยอดขายรถยนต์ก็ยังหดตัวต่อเนื่อง สิ่งเหล่านั้นจะกดให้อุปสงค์ลดลงไปอีก

“โดยจากการเซอร์เวย์เกี่ยวกับความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้าถือว่ายังต่ำ โดยเฉพาะความเห็นของลูกจ้างพาร์ตไทม์และเจ้าของกิจการ โดยส่วนใหญ่มีแนวโน้มลดการใช้จ่ายสินค้าบริการไม่จำเป็นลง เช่น ความบันเทิง, ท่องเที่ยวต่างประเทศ, รับประทานอาหารนอกบ้าน, ซื้อเครื่องแต่งกาย (ข้อมูลสำรวจ ณ วันที่ 22 เดือน ส.ค. 2567) ดังนั้น ผลเริ่มลามมาที่การใช้จ่ายของคน ซึ่งหากคนใช้จ่ายลดลง ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ก็ยิ่งแย่ลง”

และวันนี้เห็นการตึงตัวของภาคการเงินอย่างมาก การขยายตัวสินเชื่อชะลอตัว คุณภาพสินเชื่อด้อยลง กดดันให้การหยิบเงินส่งต่อในระบบเศรษฐกิจโดยรวมของธนาคารทำได้ช้าลง และกระทบเงินหมุนในเศรษฐกิจได้น้อยลง ขณะที่ภาคการคลังมีข้อจำกัดมากขึ้น โดยหนี้สาธารณะต่อจีดีพีมีแนวโน้มชนเพดานหรือแตะ 70% ได้เร็วขึ้นอีก 1 ปี จากผลประมาณการจีดีพีโตต่ำลงมาก รวมถึงโครงการดิจิทัลวอลเลตใช้วงเงินสูง แต่กระตุ้นเศรษฐกิจได้ผลไม่เต็มที่และชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวยังเป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในลักษณะ Soft Landing แต่ก็มีโอกาสเกิด Hard Landing ได้หากได้รับผลกระทบ 3 เรื่องพร้อมกันคือ 1.เศรษฐกิจโลกเกิด Hard Landing โดยสหรัฐเกิด Recession จากนโยบายการเงินลดความตึงตัวได้ช้า รวมทั้งการส่งออกไทยขยายตัวต่ำกว่าปีนี้ และการลงทุนไทยปีหน้าไม่กลับมาฟื้นตัว

2.การเมืองไทยไม่มีเสถียรภาพ เช่น ปีหน้าเกิดสุญญากาศทางการเมือง แรงกระตุ้นการคลังไม่ต่อเนื่อง ขาดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ งบประมาณเบิกจ่ายล่าช้า และ 3.ภาคการเงินตึงตัวสูง มีหนี้เสียเพิ่มขึ้นกระโดด การเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก กระทบภาคเศรษฐกิจจริงแรงขึ้นอีก กดดันการบริโภคชะลอลงมาก การลงทุนซบเซา ซึ่งจะใช้เวลาฟื้นตัวหลายปี

“โดยในกรณีเศรษฐกิจไทยเกิด Hard Landing ในปีหน้าจะกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเหลือโตแค่ 1.9% โดยส่งออกไม่โต การบริโภคและลงทุนโตต่ำ นักท่องเที่ยวไม่โต และคาดดอกเบี้ยนโยบายของไทยน่าจะลดลงไปถึงระดับ 1.5% อย่างไรก็ดี มองโอกาสเกิด Hard Landing ต่อเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในระดับน้อยกว่า 50% แต่ก็ถือเป็นระดับที่มากพอสมควร”

ดร.สมประวิณกล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาที่ห่วงที่สุดที่เป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจที่ต้องรีบแก้ไขคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งไม่ได้ฉุดแค่อุปสงค์ของคนในระบบเศรษฐกิจที่ไม่สามารถออกไปจับจ่ายเท่านั้น แต่กระทบกับภาคการผลิตจากยอดขายที่ลดลง ซึ่งลามไปยังการลงทุนภาคเอกชนให้น้อยลงตามไปด้วย เพราะกังวลอาจไม่มีกำลังซื้อ โดยการแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือกันจากหลาย ๆ ฝ่าย และเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ขณะที่การแก้ปัญหาโดยวิธีการตัดลดหนี้นั้น มีข้อพึงระวังในเรื่องของ Moral Hazard ซึ่งมองว่าการแก้หนี้ให้ได้ผลต้องสร้างแรงจูงใจหรือยินยอมพร้อมใจให้เกิดทั้ง 2 ฝั่ง

ด้านแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น อีไอซีมองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดดอกเบี้ยปีนี้ลง 0.25% ในเดือน ธ.ค. 2567 และลดอีก 0.25% ในปีหน้า เนื่องจากภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยชัดเจนว่าจะเดินลงบันไดไปเรื่อย ๆ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อแตะขอบล่างตลอด ภาคการเงินมีความตึงตัวขึ้น จึงทำให้โมเมนตัมในการขับเคลื่อนขาดหายไป ซึ่งตรงนี้นโยบายการเงินจะช่วยเข้ามาช่วยบรรเทาได้

ส่วนทิศทางค่าเงินบาท จากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะไม่ลดดอกเบี้ยเท่าที่ตลาดคาดจากเงินเฟ้อสหรัฐที่ยังสูง ทำให้ค่าเงินอาจกลับด้านในช่วงสั้น โดยจะเห็นค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและค่าเงินบาทอ่อนค่า แต่ในระยะยาวเชื่อว่าการลดดอกเบี้ยของเฟดจะลดลงแรงมากกว่าของไทย เพราะฉะนั้น คาดว่าปีหน้าจะเห็นค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่าปีนี้เล็กน้อย โดยประเมินค่าเงินบาทปีนี้อยู่ที่ 35.2 บาท และปีหน้า 33.4 บาท

แท็กที่เกี่ยวข้อง

จีดีพี (GDP) อีไอซี (SCB EIC)