เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่อง หลังนักลงทุนยังทยอยเทขาย

27 ก.ย. 2567 | 17:56น.
ดอลลาร์

ดอลลาร์

ดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่อง หลังนักลงทุนยังทยอยเทขาย

วันที่ 27 กันยายน 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 23-27 กันยายน 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดในวันจันทร์ (23/9) ที่ระดับ 32.93/94 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (20/9) ที่ระดับ 33.06/07 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากการอ่อนค่าลงของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังคงถูกกดดันจากทิศทางการดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

โดยในวันจันทร์ (23/9) ค่าเงินดอลลาร์ได้รับแรงกดดันจากการเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐประจำเดือน ก.ย. ซึ่งปรับตัวลดลงสู่ระดับ 54.4 จากระดับ 54.6 ในเดือน ส.ค. โดย PMI ภาคการผลิตเดือน ก.ย. ปรับตัวลงสู่ระดับ 47.0 จากระดับ 47.9 ในเดือน ส.ค. ขณะที่ PMI ภาคการบริการเดือน ก.ย. ปรับตัวลงสู่ระดับ 55.4 จากระดับ 55.7 ในเดือน ส.ค. อย่างไรก็ดี ดัชนี PMI รวมของสหรัฐยังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้การขยายตัวของภาคธุรกิจสหรัฐ โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของภาคบริการ แม้ภาคการผลิตอยู่ในภาวะหดตัว

นอกจากนี้ นายราฟาเอล บอสติก ประธานเฟดสาขาแอตแลนตา แถลงการณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงจุดยืนของเขาต่อนโยบายการเงินของสหรัฐ โดยยอมรับว่าเศรษฐกิจของสหรัฐกำลังฟื้นตัวสู่ระดับปกติเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งอัตราเงินเฟ้อและตัวเลขตลาดแรงงาน ในการประชุมนโยบายการเงินของเฟดครั้งล่าสุด (17-18/9) เขาสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและสนับสนุนให้ปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปี

ในวันอังคาร (24/9) สำนักงาน Conference Board รายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐดิ่งลงจาก 105.6 ในเดือน ส.ค. สู่ 98.7 ในเดือน ก.ย. และอยู่ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ในโพลล์รอยเตอร์ที่ 104.0 ในขณะที่ผู้บริโภคกังวลกับตลาดแรงงานสหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์ยังคงอ่อนค่าต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์เทียบเงินสกุลหลัก โดย Dollar Index ปรับตัวลงที่ระดับ 100.61 สวนทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีดีดตัวขึ้น

แม้ในวันพฤหัสบดี (26/9) จะมีการเผยแพร่ถ้อยแถลงประธานเฟดและการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้กล่าวสุนทรพจน์ในช่วงเปิดการประชุมว่าด้วยตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ โดยกล่าวถึงความสำคัญของตลาดพันธบัตรสหรัฐที่มีต่อเศรษฐกิจโลก

โดยระบุว่าพันธบัตรสหรัฐเป็นสินทรัพย์ที่มีบทบาทสำคัญในการแปลงเป็นเงินสด เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในยามที่เกิดภาวะตึงตัวในระบบการเงิน แต่พาวเวลล์ไม่ได้กล่าวถึงนโยบายการเงินหรือส่งสัญญาณถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยในการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้แต่อย่างใด ทำให้นักลงทุนลดน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% และเพิ่มน้ำหนักการลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% ในเดือน พ.ย. ทั้งนี้คาดว่า นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือน ส.ค. ของสหรัฐในวันนี้อย่างใกล้ชิด

สำหรับปัจจัยภายในประเทศในช่วงต้นสัปดาห์ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่า เงินบาทแข็งค่าค่อนข้างเร็ว โดยปีนี้บาทแข็งค่า 3.1% ตั้งแต่ต้นปี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก

แต่สำหรับประเทศไทยมีปัจจัยเฉพาะเพิ่มเข้ามา คือ ราคาทองคำ ซึ่งเงินบาทมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำมากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค รวมทั้งการเมืองในประเทศที่มีความชัดเจนมากขึ้น แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐาน หรือมาจากการเก็งกำไรค่าเงิน ซึ่งทำให้ความผันผวนของค่าเงินเกิดขึ้นโดยไม่ได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่เห็นสัญญาณที่ชัดเจนก็ตาม

ส่วนกรณีที่เฟดมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.50 ผู้ว่า ธปท.ให้ความเห็นว่า การที่เฟดลดดอกเบี้ยมีผลกระทบต่อปัจจัยหลายด้าน ซึ่งเป็นตัวแปรที่เราต้องตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ย การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. ยังคงเน้นจากปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก ใน 3 ปัจจัย ได้แก่ ความสามารถของเศรษฐกิจในการเติบโตสู่ระดับศักยภาพ การรักษาระดับอัตราเงินเฟ้อเป้าหมาย และเสถียรภาพด้านการเงิน นอกเหนือจากการพิจารณาจากปัจจัยข้างต้น ธปท.จำเป็นต้องคำนึงถึงภาพรวมของเศรษฐกิจในระดับจุลภาคและมหภาค

ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของธนาคารกลางรายใหญ่ของโลก เพราะการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางในประเทศขนาดใหญ่ย่อมมีผลกระทบในภาพรวม อย่างไรก็ดีสำหรับการตัดสินใจต่อนโยบายดอกเบี้ยของไทยในปัจจุบัน ยังไม่เห็นสิ่งที่ทำให้ภาพการประเมินเศรษฐกิจต่างไปจากที่ ธปท.ได้เคยประเมินไว้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นกรอบการตัดสินใจที่่เหมาะสมถูกต้อง นอกเหนือจากนี้จำเป็นต้องคำนึงถึงผลลัพธ์จากการปรับลดดอกเบี้ย รวมถึงการรักษาสมดุลระหว่างภาระหนี้เดิมกับสินเชื่อใหม่ที่จะเกิดขึ้น

ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าในรอบ 2 ปีกว่าที่ระดับ 32.38 บาท/ดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี (26/9) ขณะที่มีการเคลื่อนไหวระหว่างสัปดาห์อยู่ในกรอบระหว่าง 32.38-33.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (27/9) ที่ระดับ 32.43/45 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (23/9) ที่ระดับ 1.1158/59 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (20/9) ที่ระดับ 1.1160/61 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แม้ว่าจะได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์

อย่างไรก็ดี ค่าเงินยูโรยังคงถูกกดดันจากสถานการณ์เศรษฐกิจยุโรปที่ยังคงไม่สู้ดีนัก โดยในวันอังคาร (24/9) สถาบัน Ifo เปิดเผยดัชนีบรรยากาศทางธุรกิจของเยอรมนี ในเดือน ก.ย. ที่ระดับ 85.4 ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 86.1 และต่ำกว่าเดือนก่อนหน้าที่ 86.6 ส่งสัญญาณว่ามุมมองของภาคธุรกิจต่อสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตของเยอรมนียังคงไม่ฟื้นตัว ทั้งในภาคการผลิต อุตสาหกรรม ก่อสร้าง และรายปลีก

นอกจากนั้น สถาบัน GfK ได้มีการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ต.ค. ของประเทศเยอรมนีลดลง 21.2 จุด สูงกว่าคาดการณ์ว่าจะลดลง 22.4 จุด จากที่ลดลง 21.9 จุดในเดือน ก.ย. ทั้งนี้ ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1082-1.1213 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (27/9) ที่ระดับ 1.1139/42 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (23/9) ที่ระดับ 144.36/37 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (20/9) ที่ระดับ 143.94/895 เยน/ดอลลาร์ โดยยังคงถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง ภายหลังธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติเป็นเอกฉันให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.25% ในการประชุมวันศุกร์ (20/9) รวมถึงารที่ BOJ ส่งสัญญาณอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับการปรับนโยบายการเงินสู่ระดับปกติ แม้ว่าตลาดจะคาดการณ์ว่าในปีนี้ BOJ จะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมเดือนธันวาคม

อย่างไรก็ดี ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงอีกครั้งในวันอังคาร (24/9) หลังนายคาซูโอะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวว่า ไม่เร่งรีบที่จะปรับขึ้อัตราดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากยังมีเวลาเหลือเฟือในการจับตาดูสถานการณ์ตลาดและเศรษฐกิจโลกก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องนโยบายการเงิน

โดยทาง BOJ พร้อมจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทันที หากแนวโน้มเงินเฟ้อปรับขึ้นแตะระดับเป้าหมายที่ 2.0% ตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า BOJ ยังคงยึดนโยบายเดิมคือ การปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากระดับที่ใกล้ 0.0 ในปัจจุบัน ทั้งนี้ในวันศุกร์ (27/9) ค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 3 สัปดาห์เหนือระดับ 146 เยน/ดอลลาร์ ก่อนที่ในช่วงบ่ายค่าเงินเยนจะกลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างมากที่ระดับ 143 เยน/ดอลลาร์

โดยได้รับแรงหนุนจากการประกาศชัยชนะในการเข้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตยของนายชิเงรุ อิชิบะ ซึ่งจะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนต่อไป ทั้งนี้ ค่าเงินเยนมีการเคลื่อนไหวระหว่างสัปดาห์อยู่ในกรอบ 142.78-146.29 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (27/9) ที่ระดับ 143.13/15 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจระหว่างสัปดาห์ ในวันอังคาร (24/9) ธนาคารกลางจีน (PBOC) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร (reverse repurchase rate) ระยะ 14 วัน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้น ลงสู่ระดับ 1.85% ในวันจันทร์ (23/9) จากเดิมที่ระดับ 1.95% โดยการดำเนินการล่าสุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ PBOC ได้ริเริ่มขึ้นในเดือน ก.ค.ปีนี้ หลังจากเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัวลงอย่างมาก

นอกจากนี้ PBOC ยังได้อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบธนาคารจำนวน 7.45 หมื่นล้านหยวน (1.06 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดย พาน กงเซิ่ง ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (PBOC) แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในวันอังคาร (24/9) ว่า PBOC จะปรับลดสัด่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ลง 0.50% โดยยังไม่มีการระบุช่วงเวลาอย่างเจาะจงว่า PBOC จะเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินเมื่อใด แต่ก็ส่งสัญญาณว่าการปรับลด RRR จะเกิดขึ้นภายในสิ้นปีนี้

นอกจากนี้ ผู้ว่าการ PBOC ยังกล่าวว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยซ์้อคืนพันธบัตร (reverse repurchase rate) ระยะ 7 วัน ลงจากระดับ 1.7% สู่ระดับ 1.5% และมาตรการอื่น ๆ ยังรวมถึงการลดเงินดาวน์สำหรับการซื้อบ้านหลังที่สอง รวมถึงการจัดสรรเงินกู้ระยะยาวมูลค่า 1 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 1.4178 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ)

อีกทั้งประกาศว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ลง 0.20-0.25% โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 1 ปี อยู่ที่ระดับ 3.35% และประเภท 5 ปี อยู่ที่ระดับ 3.85% ในวันพฤหัสบดี (26/9) ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (SNB) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1.0% ในการประชุมนโยบายประจำเดือน ทั้งนี้ถือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามการคาดการณ์ และถือเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ในปีนี้