Skip to content

อัสสเดช ชงบอร์ด ตลท. ต้น พ.ย. “แผนพัฒนาตลาดหุ้น” มองหุ้นไทย Q4 ขาขึ้น

02 ต.ค. 2567 | 16:31น.
อัสสเดช ชงบอร์ด ตลท. ต้น พ.ย. “แผนพัฒนาตลาดหุ้น” มองหุ้นไทย Q4 ขาขึ้น

อัสสเดช คงสิริ ผู้จัดการตลาดหุ้นไทย ชงบอร์ด ตลท. ต้นเดือน พ.ย. “แผนกลยุทธ์พัฒนาตลาดหุ้นไทย” ชูวิชั่นสร้างความเท่าเทียม กางแผนระยะสั้นลุยจัดการพฤติกรรมเอาเปรียบตลาดทุน ทั้ง “ปั่นหุ้น-ชอร์ตเซลที่ไม่เหมาะสม” คาดสิ้นปี 67 ออกเกณฑ์เปิดเผยการจำนำหุ้น พร้อมเร่งแผนพัฒนา บจ. เพิ่มมูลค่าบริษัท คล้ายตลาดหุ้นเกาหลี-ญี่ปุ่น ส่วนแผนระยะยาว ปั้นตลาดหุ้นไทยเป็น Listing Hub อุตสาหกรรม Healthcare & Wellness มองหุ้นไทยไตรมาส 4 ขาขึ้น GDP ขยายตัว แรงหนุนกองทุน TESG-วายุภักษ์ ฟันด์โฟลว์พลิกไหลเข้า ก.ย.กว่า 2.9 หมื่นล้าน

วันที่ 2 ตุลาคม 2567 นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยในงาน “Meet the Press” ว่า จะมีการเสนอแผนกลยุทธ์ต่อคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ (บอร์ด ตลท.) ในช่วงต้นเดือน พ.ย. 2567 และจะแถลงแผนกลยุทธ์ 3 ปี อย่างเป็นทางการในปลายเดือน พ.ย. ในเบื้องต้นมีวิสัยทัศน์ 2 เรื่องหลัก ที่จะเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาตลาดทุนไทยคือ 1. ทำเพื่อส่วนรวม และ 2. สร้างความเท่าเทียม ในหลายมิติทั้งในแง่นักลงทุนและการเข้าถึงได้ทั่วถึง

สำหรับแผนระยะสั้น คงเป็นมาตรการหรือนโยบายที่อยู่ภายใต้อำนาจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งพัฒนาการสื่อสารด้านข้อมูลให้รวดเร็วขึ้น และการออกมาตรการกำกับดูแลต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย (Trust & Confidence) ให้ดีต่อเนื่อง จากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่มีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้ความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยลดลงไป ในปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็ได้มีแผนงานกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นหน้าที่ของตนเองจะต้องเชื่อมต่อแผนงานนั้นให้เกิดขึ้นให้ได้ต่อไป

และมีแนวคิดที่จะสร้างความสมดุลและความเท่าเทียมในแง่ของนักลงทุน โดยจะแยกแยะพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและเอาเปรียบตลาดทุน อาทิ การปั่นหุ้น, การชอร์ตเซลที่ไม่เหมาะสม โดยจะไม่ตีกรอบว่าเป็น โรบอตเทรด, นักลงทุนรายใหญ่ หรือนักลงทุนรายย่อย ซึ่งจากช่วงที่ผ่านมาได้ออกมาตรการ Uptick ก็ช่วยควบคุมการชอร์ตเซลได้ลดลง จากระดับ 13-14% ของมูลค่าการซื้อขายต่อวัน ตอนนี้ก็เหลือเพียง 4%

ส่วนมาตรการ Dynamic price band จะเป็นเครื่องมือในการปกป้องช่วยไม่ให้ราคาหุ้นมีความผันผวนที่ผิดปกติ ซึ่งผลการทำงานที่ผ่านมาก็มีประสิทธิภาพ แต่ด้วยระยะเวลาประเมินอาจจะยังสั้นเกินไป เนื่องจากเพิ่งเริ่มบังคับใช้มาตรการ อย่างไรก็ตามเป็นสิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องคอยมองพฤติกรรมและมอนิเตอร์เรื่องพวกนี้และสถานการณ์ตลาดหุ้นช่วงนั้น ๆ เพื่อจะควบคุมและกำกับดูแลให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ทั้งนี้ตามแผนภายในสิ้นปี 2567 ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะออกเกณฑ์คุมผู้บริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในการให้เปิดเผยข้อมูลการนำหุ้นไปจำนำนอกระบบ เพราะมองว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญและนักลงทุนควรได้รับทราบก่อนตัดสินใจลงทุน

และมีความตั้งใจจะพัฒนาโปรแกรมสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ซึ่งอยู่ระหว่างหารือกับทีมงาน จะคล้าย ๆ กับโปรแกรม Value up ของตลาดหุ้นเกาหลี และโปรแกรม Corporate reform ของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ซึ่งการทำเรื่องนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ คงจะต้องร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อจูงใจและส่งเสริมให้ บจ. มีแผนพัฒนาเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทตัวเอง เพื่อทำให้งบดุล (Balance Sheet) ออกมาดี ช่วยเสริมผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) และผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ได้

รวมทั้งมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่เฉพาะหุ้น แต่มองว่าควรจะพัฒนาโปรดักต์ทั้ง TFEX, Futures, Options ให้มากขึ้นด้วย ส่วนโปรดักต์ระหว่างประเทศอย่าง DR, DRx จะพัฒนาให้มากขึ้นต่อเนื่อง จากปัจจุบันนักลงทุนสามารถเข้าถึงการซื้อขายหุ้นสิงคโปร์ อเมริกา ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฯลฯ เป็นสกุลเงินบาทได้แล้ว

นอกจากนี้ยังให้ความสนใจพัฒนาเรื่อง New Economy โดยเฉพาะการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) ซึ่งมีเป้าหมายหลักเพื่อให้เกิดธุรกิจใหม่ ๆ หรือสตาร์ตอัพเข้าถึงตลาดทุนได้ เพราะธุรกิจพวกนี้จะเติบโตเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ mai และไปสู่ตลาดหลักทรัพย์ SET ต่อไป

ส่วนแผนระยะยาว ต้องการจะปั้นตลาดหุ้นไทยเป็นศูนย์รวมในการระดมทุนของอุตสาหกรรม (Listing Hub) ที่มีความสามารถที่เหนือกว่าประเทศในภูมิภาคหรือแม้แต่ในโลก ยกตัวอย่างกลุ่ม Healthcare & Wellness ซึ่งต้องถือว่าประเทศไทยเป็นผู้นำโลกในการเข้าถึงคนต่างชาติ ที่ตัดสินใจบินมาจากทั่วโลกเพื่อเข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาลในประเทศไทย

โดยปัจจุบันกำลังคิดแผนวางรากฐานกันอยู่ และคงต้องไปหาทางร่วมมือกับภาครัฐและองค์กรอื่นเพื่อเป็นภาพใหญ่ในการส่งเสริมและผลักดันเรื่องเหล่านี้ต่อไป “คือทำอย่างไรให้โรงพยาบาลในภูมิภาคเวลาจะตัดสินใจเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้น ต้องนึกถึงตลาดหุ้นไทยเป็นที่แรก” นายอัสสเดช กล่าว

นายอัสสเดช กล่าวอีกว่า สำหรับภาพในไตรมาส 4/2567 สัญญาณของประเทศไทยกำลังฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี พิจารณาจากการเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจไทย (GDP) ตั้งแต่ไตรมาส 1-3 ของปี 2567 เป็นทิศทางที่ขยายตัวดีขึ้นตามลำดับ รัฐบาลก็มีเสถียรภาพ และที่สำคัญภาครัฐยังมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย

ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (TESG) และกองทุนวายุภักษ์ ซึ่งในวันที่ 7 ต.ค. จะเริ่มเปิดซื้อขายวันแรกในตลาดหุ้นไทย ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ภาพตลาดหุ้นไทย (SET Index) โดยรวมจะปรับตัวในแง่ดีได้ต่อเนื่อง โดยจะเห็นว่าเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) กลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยค่อนข้างมาก ในเดือน ก.ย. 2567 ซื้อสุทธิหุ้นไทยไปกว่า 2.9 หมื่นล้านบาท

ประกอบกับมาตรการกำกับดูแลต่าง ๆ ที่ทยอยออกมาของสำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ช่วยให้มีสภาพคล่องสูงขึ้น และสามารถเรียกความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทยกลับมาได้มากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ก็ย่อมจะมีผลกระทบต่อทั่วโลกไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เพราะเป็นประเด็นที่สร้างความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้ตลอด เพราะฉะนั้นอยากแนะนำนักลงทุนให้ติดตามข้อมูลและวิเคราะห์ให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

“การเข้ามารับตำแหน่งในช่วงเวลานี้ ก็ยอมรับว่าถือเป็นจังหวะดี เพราะช่วง 2 เดือนมานี้ที่มาเรียนรู้งาน ดัชนี SET ก็ปรับขึ้นมากกว่าลดลง หรือเขียวมากกว่าแดง” นายอัสสเดช กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลท. อัสสเดช คงสิริ