Skip to content

ธุรกิจแอร์ไลน์เร่งปั๊มเงิน ชี้ไม่ใช่เวลาทำ “สงครามราคา”

23 ต.ค. 2567 | 13:38น.
ธุรกิจแอร์ไลน์เร่งปั๊มเงิน ชี้ไม่ใช่เวลาทำ “สงครามราคา”

สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) คาดการณ์ว่าปี 2567 นี้อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกจะทำกำไรได้ถึง 3.05 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 1.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีมูลค่าราว 2.74 หมื่นล้านดอลลาร์ เนื่องจากราคาตั๋วโดยสารที่แพงขึ้น บวกกับดีมานด์การเดินทางทั่วโลกที่เพิ่มมากขึ้น

ขณะเดียวกัน สายการบินต่าง ๆ ก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้ปัจจุบันตั๋วโดยสารของสายการบินต้นทุนต่ำ หรือโลว์คอสต์แอร์ไลน์ไม่ได้ถูกเหมือนในอดีตอีกต่อไป

“โทนี่ เฟอร์นานเดส” ผู้ร่วมก่อตั้งสายการบินแอร์เอเชีย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แคปิตอล เอ (Capital A) บอกว่า สายการบิน Low Cost ในไทยมีการแข่งขันค่อนข้างสูง อาจสูงสุดในอาเซียน และอาจมีสายการบินมากที่สุดด้วย ทั้งเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ไทยไลอ้อนแอร์ ฯลฯ

โดยสถานการณ์โดยรวมในปัจจุบันยังถือว่าดีกว่าปี 2019 เพราะทุกคนมีการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์มีเหตุผลมากขึ้น

“ในช่วงวิกฤตโควิดนั้นธุรกิจการบินสูญเสียเงินไปมาก ในช่วงเวลานี้ทุกค่ายจึงต้องเร่งหาเงินและปรับงบดุลทางบัญชี จึงไม่ใช่เวลาที่สายการบินจะขายตั๋วโดยสารราคาต่ำ หรือทำสงครามราคาเหมือนในอดีต”

“โทนี่” ย้อนความว่า ในช่วงก่อนวิกฤตโควิดทุกสายการบินต้องการรักษาส่วนแบ่งการตลาด จึงใช้กลยุทธ์ลดราคา หรือสงครามราคา แต่ปัจจุบันทุกสายการบินปรับขึ้นเพื่อทำกำไร การแข่งขันในตอนนี้จึงอยู่ในภาวะที่เรียกว่า “กำลังดี”

โดยในส่วนของกลุ่มแอร์เอเชียนั้น ในช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้ต่อเนื่องถึงต้นปี 2568 นี้จะเน้นเพิ่มเที่ยวบินแทนการเพิ่มราคา เนื่องจากปัจจุบันตั๋วเครื่องบินแพงกว่าในปี 2019 ถึงประมาณ 30% การเพิ่มเที่ยวบินจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุดที่จะทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินลดลง เพื่อให้สอดรับกับสโลแกนของแอร์เอเชียคือ “ใครใครก็บินได้”

“ผมคิดว่าเรามีดีมานด์ที่ดีมาก ผมคาดการณ์ว่าเราจะโตมากกว่า 90% ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ขณะที่แนวโน้มไตรมาสแรกของปีหน้าก็ดีต่อเนื่อง ดีมานด์ยังคงแข็งแกร่ง”

และยังเชื่อว่าการท่องเที่ยวจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่คนจะเลือกตัดค่าใช้จ่าย และภูมิภาคเอเชียเป็นทวีปที่มีประชากรหนุ่มสาวซึ่งกำลังจะรวยขึ้นทุกปี

สำหรับประเทศไทยนั้น ในอดีตก่อนโควิด-19 มีสัดส่วนรายได้ประมาณ 30% และเชื่อว่าจะสามารถมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นได้อีก เพราะไทยเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตสูงมาก เพราะเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมจำนวนมาก อาทิ กรุงเทพฯ ภูเก็ต และอยากให้พัฒนาที่ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมาด้วย

และบอกด้วยว่า ส่วนตัวมีแผนอยากเข้าพบนายกรัฐมนตรี (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร) เพราะสายการบินไม่สามารถดำเนินงานโดยไม่มีความช่วยเหลือจากรัฐบาลได้ โดยกลุ่มแอร์เอเชียสนับสนุนให้มีการสร้าง Low Cost Facilities เช่นกัน เพราะสนามบินส่วนใหญ่ยังมีอาคารผู้โดยสารแบบที่รวมทุกอย่างอยู่ในนั้น

“ผมผลักดันดอนเมือง และมองว่าอู่ตะเภาควรจะมี Low Cost Terminal และอู่ตะเภาจะกลายเป็นสนามบินที่ยอดเยี่ยมต่อการกระจายสินค้าในพื้นที่โลจิสติกส์ที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย”

จึงมองว่าเรื่องที่ควรให้ลำดับความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ สำหรับรัฐบาลไทย คือการพัฒนาสนามบิน และการพัฒนา Low Cost Facilities เพื่อให้สายการบิน “โลว์คอสต์” ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ง่ายขึ้น เพื่อที่จะดึงราคาตั๋วเครื่องบินให้ต่ำลง

โดยย้ำว่า เอกลักษณ์ของ “แอร์เอเชีย” คือตั๋วราคาต่ำ และอยากให้ต่ำลงกว่านี้อีก เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้บริการได้มากขึ้น เป็นการครีเอตดีมานด์ที่จำเป็นต้องการมีสนามบินช่วยด้วยเช่นกัน