เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 7 บิ๊กคลังแล้ว “สลักจิต” ผงาดอธิบดีสรรพากร
News โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 7 บิ๊กคลังแล้ว “สลักจิต” ผงาดอธิบดีสรรพากร
ราคาน้ำมันวันนี้ (4 พ.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (4 พ.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
‘สายสีส้ม’ น้ำท่วมที่ดินราคาตก ลุ้นเดินรถปลุกอสังหา-ห้างใหม่
ข่าวหน้า 1 ‘สายสีส้ม’ น้ำท่วมที่ดินราคาตก ลุ้นเดินรถปลุกอสังหา-ห้างใหม่
อุตุฯ เตือน มวลจีนแผ่ปกคลุม ไทยตอนบนอากาศแปรปรวน กทม.-ภาคใต้ เจอฝนหนัก 60%
News อุตุฯ เตือน มวลจีนแผ่ปกคลุม ไทยตอนบนอากาศแปรปรวน กทม.-ภาคใต้ เจอฝนหนัก 60%
ม็อบรถบรรทุก บุก ก.พลังงาน อัด ครม. ลดภาษี E20-B20 ‘เกาไม่ถูกที่คัน’ ขู่ปักหลักยาว
Economic ม็อบรถบรรทุก บุก ก.พลังงาน อัด ครม. ลดภาษี E20-B20 ‘เกาไม่ถูกที่คัน’ ขู่ปักหลักยาว
ความรักและความใส่ใจ จุดกำเนิดของ ‘โตโยต้า’
Automotive ความรักและความใส่ใจ จุดกำเนิดของ ‘โตโยต้า’
อัพเดต ผลคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026
World อัพเดต ผลคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026
ค่าเงินบาทวันนี้ (4 พ.ย. 69) เปิดตลาด 33.76 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (4 พ.ย. 69) เปิดตลาด 33.76 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
ห้างใหญ่โหมจับจ่ายกิน-ดื่ม อัดอีเวนต์ข้ามปีชิงเงินไฮซีซั่น
ข่าวหน้า 1 ห้างใหญ่โหมจับจ่ายกิน-ดื่ม อัดอีเวนต์ข้ามปีชิงเงินไฮซีซั่น
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (4 พ.ย. 69) ปรับลง 0.4% อยู่ที่ 76,800 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (4 พ.ย. 69) ปรับลง 0.4% อยู่ที่ 76,800 เหรียญสหรัฐ
ดูทั้งหมด

2 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้งสหรัฐ Trump vs Harris ลงทุนอย่างไร ?

24 ต.ค. 2567 | 12:16น.
ค่าเงิน การลงทุน

บล.เคจีไอ เผย Trump มีโอกาสชนะเลือกตั้งมากขึ้น ทําให้เกิดความกังวลรอบใหม่เกี่ยวกับ “เงินเฟ้อ-บอนด์ยีลด์” ที่จะพุ่งสูงขึ้น แต่คาดชัยชนะรอบ 2 ของทรัมป์อาจไม่น่ากลัวอย่างที่คิดกัน จาก 2 สาเหตุ กลยุทธ์เน้นลงทุนแบบ Defensive เก็งกำไรหุ้น “นิคม-โรงไฟฟ้า-รพ.” แนะนำ 4 หุ้น ล็อกเป้าลงทุน AMATA-WHA-GPSC-BH

วันที่ 24 ตุลาคม 2567 บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์ว่า อีก 2 สัปดาห์จะถึงกําหนดเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ (วันที่ 5 พ.ย. 2567) โพลล์ล่าสุดชี้ว่า กมลา แฮร์ริส (Kamala Harris) มีคะแนนนําหน้า โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald  Trump) น้อยลงกว่าเดิม ในขณะที่ผลสํารวจแสดงให้เห็นว่า Trump นําหน้า Harris ในรัฐที่จัดเป็น Swing States ทั้ง 7 รัฐ

กังวลรอบใหม่ “เงินเฟ้อ-บอนด์ยีลด์”

ดังนั้น ตลาดจึงปรับความคาดหมายไปในทางที่ Trump อาจจะชนะการเลือกตั้งมากขึ้น ทั้งนี้ วาทกรรมในเชิงปกป้องสหรัฐมากเกินไป (Excessive Protectionism) น่าจะทําให้เงินเฟ้อสูงขึ้น และเมื่อบวกกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐล่าสุดที่ฟื้นตัวได้ดี น่าจะทําให้ 1.เกิดความสงสัยเกี่ยวกับแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) 2.ดัชนี US Dollar Index และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐพุ่งสูงขึ้น และ 3.ตลาดหุ้นเอเชียขยับลดลง

ชัยชนะรอบ 2 ของทรัมป์ อาจไม่น่ากลัวอย่างที่คิดกัน

ถ้าหาก Trump ชนะการเลือกตั้งรอบนี้ มองว่าผลกระทบอาจไม่น่ากลัวอย่างที่กังวลกัน ประการแรก เศรษฐกิจสหรัฐกําลังอยู่ในภาวะชะลอตัวตามวัฏจักรจากภาคการผลิตที่อ่อนแอ ดังนั้น ถ้าหาก Trump เปิดสงครามการค้ารอบใหม่ทําให้การผ่อนคลายนโยบายการเงินต้องสะดุดลง และเงินเฟ้อดีดตัวขึ้นมาอีก จะทําให้เศรษฐกิจสหรัฐตกแบบ Hard Landing ซึ่งจะส่งผลกระทบกับประชาชนอเมริกัน

ประการที่สอง มีบทเรียนจากการดําเนินนโยบายในช่วงปี 2561-2562 แล้วว่าจีนสามารถที่จะลดค่าเงินหยวน (RMB) ได้อย่างมีนัยสําคัญ และลดผลกระทบจากการตั้งกําแพงภาษีของสหรัฐได้ ดังนั้นเศรษฐกิจจีนอาจจะไม่ถูกกระทบมากนัก

เน้นลงทุนแบบ Defensive

โดยมองว่าหาก Harris ชนะการเลือกตั้งจะทําให้ตลาดทั่วโลกวิ่งขึ้นต่อได้ ในขณะที่ชัยชนะของ Trump อาจจะส่งผลลบในช่วงสั้นต่อตลาดหุ้นเอเชีย และตลาดหุ้นไทย อย่างไรก็ตาม แนะนําให้นักลงทุนยังคงเน้นลงทุนแบบ Defensive ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 เพราะผลการเลือกตั้งยังคู่คี่ก้ำกึ่งกันอยู่

นอกจากนี้ ราคาหุ้นในตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันยังค่อนข้างตึง เพราะหลังการปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) รอบล่าสุด ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการปรับลดประมาณการกําไรของกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมี ฉุดให้เป้าดัชนี SET กลางปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1,500 จุด จากเดิมที่ 1,560 จุด ซึ่งหมายความว่าเหลืออัพไซด์จํากัดในระยะสั้น

ในขณะเดียวกันยังคงสมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB ปี 2568 เอาไว้เท่าเดิมที่ 32.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหาก Trump ชนะการเลือกตั้งอาจจะทําให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ในระยะสั้น จากความกังวงลเกี่ยวกับเงินเฟ้อของสหรัฐ และความเป็นไปได้ที่ค่าเงินหยวนจะอ่อนค่าลง มองว่าชัยชนะของ Trump จะทําให้กระแสเงินทุนไหลเข้าหุ้นเอเชีย และหุ้นไทย น้อยกว่ากรณีที่ Harris ชนะการเลือกตั้ง

เก็งกำไรหุ้น “นิคม-โรงไฟฟ้า-รพ.”

จากการประเมินผลกระทบของการเลือกตั้งสหรัฐต่อหุ้นไทยโดยนักวิเคราะห์ KGI มองว่ากลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มโรงไฟฟ้า เป็นสองกลุ่มที่น่าเก็งกําไร โดยกลุ่มนิคมจะได้อานิสงส์จากการย้ายฐานการลงทุนมายังอาเซียน และประเทศไทย ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง โดยทั้ง AMATA และ WHA จะได้ประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว ในขณะเดียวกันกลุ่มโรงไฟฟ้าก็น่าจะได้อานิสงส์เช่นกัน แต่จะน้อยกว่ากลุ่มนิคม

ซึ่งหาก Harris ได้เป็นประธานาธิบดี มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจ Green Energy ในต่างประเทศ ในขณะที่หาก Trump ชนะการเลือกตั้ง มีแนวโน้มที่ราคา LNG จะลดลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการ SPP โดยในแง่นี้ ชอบ GPSC นอกจากนี้ยังมองว่ากลุ่มโรงพบาบาลดูน่าสนใจ ในภาวะที่ตลาดผันผวน เนื่องจากผลประกอบการมีแนวโน้มแข็งแกร่งในไตรมาส 3/2567 โดยเลือก BH เป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม

สําหรับผลกระทบในด้านลบที่อาจเกิดขึ้น มองว่าสงครามการค้าที่รุนแรงระหว่างสหรัฐและจีน อย่างเช่นการตั้งกําแพงภาษีสินค้าจีนที่อัตรา 60% อาจจะกดดันบริษัทไทยที่มีรายได้โยงกับจีน อย่างเช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และอาหารและเครื่องดื่ม แต่ยังมองว่าผลกระทบจะไม่รุนแรง เพราะทางการจีนประกาศว่าจะเน้นผ่อนคลายนโยบายการเงิน และใช้มาตรการการคลังระยะยาวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

4 หุ้น ล็อกเป้าลงทุน

สำหรับ AMATA (แนะนําซื้อ ราคาเป้าหมาย 27 บาท) คาดว่า AMATA จะได้อานิสงส์จากแนวโน้มการย้ายฐานการลงทุน โดยยอดขอ BOI ในงวด 9 เดือนแรกปีนี้พุ่งสูงขึ้นถึง 42% เทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) เป็น 7.22 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2558 คาดว่ายอดขายที่ดิน/ยอดโอนที่ดินจะแข็งแกร่งในครึ่งปีหลังของปีนี้ ทั้งนี้ ยอดขาย/โอนที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมมักจะสูงในช่วงปลายปี โดยไตรมาส 4/2567 จะเป็นไตรมาสที่มียอดสูงที่สุด มองว่าประมาณการในปัจจุบันยังมีอัพไซด์อีก

WHA (แนะนําซื้อ ราคาเป้าหมาย 6.2 บาท) เป็นอีกหนึ่งบริษัทจะได้อานิสงส์จากแนวโน้มการย้ายฐานการลงทุน คาดว่ายอดขายที่ดินของ WHA จะทะลุเป้าปีนี้ของบริษัทที่ 2,500 ไร่ (1,042 ไร่ ในครึ่งปีแรกของปีนี้) คาดว่าจะได้ประมาณ 750 ไร่ ในไตรมาส 3/2567 และ 750 ไร่ ในไตรมาส 4/2567 ทั้งนี้ ยอดขายที่ดินในงวด 9 เดือนแรกปีนี้ น่าจะคิดเป็น 70% ของเป้าปีนี้ที่ 2,200 ไร่ ทรงตัว YOY ในขณะที่อัตรากําไรขั้นต้นน่าจะแข็งแกร่งเพราะรายได้หลักจะมาจากยอดขายที่ดินในประเทศไทย ซึ่งมีมาร์จิ้นสูง

BH (แนะนําซื้อ ราคาเป้าหมาย 319 บาท) ยังคงเป็นหนึ่งในหุ้นเด่นในกลุ่มโรงพยาบาล โดยประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่ 1.คาดว่ากําไรจะทําสถิติสูงสุดใหม่ในไตรมาส 3/2567 2.ความสามารถในการรักษาระดับมาร์จิ้นให้สูงที่สุดในกลุ่มได้ 3.แนวโน้มบวกจากแผนการเปิดโรงพยาบาลใหม่ที่ภูเก็ตในปี 2569 และ ROE น่าสนใจที่ 30% นอกจากนี้ยังคาดว่า BH จะได้อานิสงส์จากการเป็นหนึ่งในตัวเลือกสถานพยาบาลของรัฐบาลคูเวตอีกด้วย

GPSC (แนะนําซื้อ ราคาเป้าหมาย 51 บาท) ธีมการลงทุนคือ 1.โครงการ Avaada จะช่วยหนุนการเติบโตของธุรกิจ clean energy ซึ่งจะช่วยให้ GPSC ขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนได้ตามเป้า 2.คาดว่ากําไรสุทธิจะโต 24% และ 11% YOY ในปี 2567-2568 โดยคาดว่ากําไรในไตรมาส 3/2567 จะสูงที่สุดในรอบปีนี้ และ 3.ราคาหุ้นน่าสนใจ -1.5SD จาก PE เฉลี่ย โดยมีกระแสเงินสด (Free Cash Flow) แข็งแกร่งจากสัญญา PPA ระยะยาว และยังจะได้อานิสงส์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงด้วย

2 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้งสหรัฐ Trump vs Harris ลงทุนอย่างไร ?

2 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้งสหรัฐ Trump vs Harris ลงทุนอย่างไร ?

 

 

 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

แฮร์ริส โดนัลด์ ทรัมป์