กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนหนี้สาธารณะโลกสูงขึ้นต่อเนื่อง
วันที่ 24 ตุลาคม 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ (24/10) ที่ระดับ 33.79/80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (22/10) ที่ระดับ 33.50/51 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าอย่างรวดเร็วในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา (23/10) เมื่อทองคำปรับตัวลดลงกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ หลังจากปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ All-Time High ที่ 2,757.93 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ท่ามกลางการคาดการณ์ผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์จะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง
นอกจากนั้น ในวันอังคาร (22/10) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) โดยคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัว 3.2% ทั้งในปี 2567 และ 2568 โดยได้แรงหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 2.8% ในปี 2567 ก่อนที่จะชะลอตัวสู่ระดับ 2.2% ในปี 2568 และถึงแม้เงินเฟ้อกำลังไปยังทิศทางที่ถูกต้อง แต่ยังคงต้องระวังถึงความผันผวนในตลาดการเงินและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก
โดยในส่วนของประเทศไทยนั้น IMF คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.8% ในปี 2567 และ 3.0% ในปี 2568 ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อ (CPI) ของไทยจะอยู่ที่ 0.5% ในปี 2567 และ 1.2% ในปี 2568 และอัตราว่างงานจะอยู่ที่ 1.1% ในปี 2567 และ 1.0% ในปี 2568 และล่าสุดวันพุธที่ผ่านมา (23/10) IMF แจ้งเตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากหนี้สาธารณะ พร้อมเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายเร่งดำเนินการปรับการคลังทันที
โดยนายวิตอร์ กัสปาร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลังของ IMF กล่าวในการแถลงข่าวระหว่างการประชุมประจำปีของกลุ่มธนาคารโลกและ IMF ที่กรุงวอชิงตันว่า งบประมาณขาดดุลสูงและหนี้สาธารณะทั่วโลกสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีความเสี่ยงว่าหนี้สาธารณะทั่วโลกจะสูงกว่า 100 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปีนี้
สำหรับปัจจัยในประเทศ ข้อมูลจากสมาคมตลาดพันธบัตรไทยระบุว่า กองทุนต่างชาติได้ถอนเงินลงทุนออกจากพันธบัตรรัฐบาลไทยมากกว่า 850 ล้านดอลลาร์ หรือราว 28,000 ล้านบาทในเดือนตุลาคม ซึ่งนับเป็นการไหลออกของเงินทุนที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว
และตามการคำนวณของบลูมเบิร์กระบุว่า ผลตอบแทนของพันธบัตรไทยสำหรับนักลงทุนที่่เงินดอลลาร์ได้ลดลง 3.3% ในเดือนตุลาคม เนื่องจากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนระหว่างพันธบัตรไทยกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐลดลงเหลือ -184 จุดพื้นฐานในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.66-33.82 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.67/69 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (24/10) ที่ระดับ 1.0787/89 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (22/10) ที่ 1.017/19 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร จากการที่ดอลลาร์แข็งค่าตามบอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้น
โดยระหว่างวัน เอสแอนด์พี โกลบอล รายงานตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) จากฮัมบูร์ก คอมเมอร์เชียล แบงก์ (HCOB) โดยภาคการผลิตขั้นต้น ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 45.9 จากระดับ 45.0 ในเดือน ก.ย. ซึ่งสูงกว่าระดับคาดการณ์ที่ 45.1 ในขณะที่ฝั่งภาคบริการขั้นต้นเดือน ต.ค. ทรงตัวที่ระดับ 51.2 จากระดับ 51.4 ในเดือน ก.ย. และระดับคาดการณ์ที่ 51.5 โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0772-1.0806 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0797/99 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้านี้ (24/10) ที่ระดับ 152.68/70 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (22/10) ที่ 150.85/87 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยวันนี้ยังไร้ปัจจัยสำคัญ
ทั้งนี้ จากการสำรวจโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กคาดการณ์ว่า ในการประชุมวันที่ 30-31 ต.ค.นี้ คณะกรรมการ BOJ จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.25% โดยในจำนวนนี้มี 53% ที่คาดการณ์ว่า BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค. ขณะที่ 32% คาดว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นในเดือน ม.ค.ปีหน้า เพิ่มขึ้นจากระดับ 19% ในการสำรวจครั้งก่อน
อย่างไรก็ตาม คาดว่าคาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการ BOJ จะยังไม่ส่งสัญญาณใด ๆ ที่ชัดเจนในการประชุมครั้งนี้ แต่อาจจะย้ำถึงจุดยืนที่ว่า BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากแนวโน้มเงินเฟ้อเป็นไปตามที่ BOJ คาดการณ์ไว้ ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 151.94-152.77 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 151.97/99 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในวันนี้ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นและภาคการบริการเดือน ต.ค. ของสหรัฐ (24/10), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (24/10), ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานเขตโตเกียวของญี่ปุ่น (25/10), ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ (25/10), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภครัฐมิชิแกนของสหรัฐ (25/10), ดัชนีอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์จากสถาบัน MI ของสหรัฐ (25/10)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.2/-7.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -3.8/-3.1 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ