คืนชีพกลับมาเป็นหัวข้อถกเถียงอีกครั้ง นั่นคือ MOU 44 หรือบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยและกัมพูชา ว่าด้วยการอ้างสิทธิในพื้นที่ไหล่ทวีปที่ทับซ้อนกัน บางคนเรียกเรื่องนี้ว่า “ข้อพิพาทเกาะกูด” ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวกัน เพราะเกาะกูดเป็นของไทยมานานแล้ว มีหลักฐานยืนยันชัดเจน
เมื่อ MOU 44 เป็นประเด็นขึ้นมา เกิดการแสดงความคิดเห็นข้อมูลต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ที่น่าสนใจคือ นายกษิต ภิรมย์ อดีต รมว.ต่างประเทศ ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (2551-2554)
นายกษิตให้สัมภาษณ์ผ่านทีวีไทยพีบีเอส ว่าเหตุที่รัฐบาลอภิสิทธิ์สั่งยกเลิก MOU 44 มาจากการที่นายฮุนเซน นายกฯกัมพูชาในขณะนั้น ตั้ง นายทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษากัมพูชา ซึ่งเราเห็นว่าการกระทำของนายฮุนเซนนั้น แทรกแซงกิจการภายในของไทย

รัฐบาลขณะนั้นต้องการแสดงออกว่าเราไม่พึงพอใจ ด้วยการยกเลิก MOU 44
เมื่อมีมติ ครม.ออกมา ก็ต้องนำเรื่องเข้าสู่รัฐสภา ทางกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการอยู่ แต่เกิดยุบสภา (พ.ศ. 2554) พ้นจากตำแหน่งไป ก็เท่ากับว่าเรื่องนี้ยังค้างอยู่ ผ่านรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน กระทั่งรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร
เท่ากับว่า MOU 44 ยังมีชีวิตอยู่ และล่าสุด นายกฯแพทองธารก็ยืนยันว่า MOU 44 ยังมีชีวิต และเตรียมการที่จะแต่งตั้งหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทยต่อไป
อดีต รมว.กษิตกล่าวว่า สาระของ MOU 44 คือทั้ง 2 ฝ่ายทำ MOU 44 เพื่อตกลงข้อพิพาททางทะเลด้วยสันติวิธี และวิธีการทางทูต การเจรจา
มี 2 เรื่องคู่ขนาน เรื่องแรก การปักปันเขตแดนว่าอะไรเป็นของไทย จะมีพื้นที่ร่วมหรือไม่ เรื่องที่สอง จะสำรวจทรัพยากรทางธรรมชาติใต้ทะเล ซึ่งเป็นของดี เท่ากับเป็นกรอบให้ 2 ประเทศแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีก็เท่านั้นเอง ส่วนการเจรจาจะออกมายังไง เป็นฝีมือของนักเจรจาทั้ง 2 ฝ่าย
เมื่อถามว่า ทำไมถึงมีเรื่องเสียเกาะกูดขึ้นมาได้ นายกษิตกล่าวว่า สยามได้ตกลงกับฝรั่งเศส ผู้ปกครองกัมพูชาเมื่อ 100 กว่าปีมาแล้ว ระบุแน่ชัดว่าเกาะกูดเป็นของสยาม เรื่องนี้ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย แต่ไม่ทราบว่าเจตจำนง หรือความสัปดนทางจิตใจของใคร
เพราะเรื่องนี้มีข้อเท็จจริงทางกฎหมาย และข้อตกลงระหว่างสยามกับฝรั่งเศสชัดเจนอยู่แล้ว แล้วเราปกครอง ครอบครองเกาะกูดมาตั้งร้อยกว่าปีแล้ว ไม่เห็นมีปัญหาอะไร ไม่เคยได้ยินว่าทางฝ่ายฮุนเซนยกกองทัพมายึดเกาะกูด
การที่มีพรรคการเมือง กลุ่มทางการเมืองหยิบเอาเรื่องนี้มาสื่อสาร นายกษิตกล่าวว่า เอาเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องมาเป็นประเด็นทางการเมืองให้ได้ ต้องย้ำว่ารัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ ผู้รู้ประวัติศาสตร์ ต้องออกมาชี้แจงว่าเกาะกูดเป็นของไทย และ MOU 44 ก็เป็นกรอบที่เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ไม่ได้เกี่ยวกับเกาะกูด
เพราะเกาะกูดเป็นข้อตกลงระหว่างสยามกับฝรั่งเศสต่างหากเป็นร้อยปีมาแล้ว เรื่องนี้ต้องแยก 2 ประเด็นให้ชัด
มองว่า MOU 44 ยังควรมีอยู่ต่อไปหรือไม่ นายกษิตตอบว่า เมื่อรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศ ตกลงกันว่าจะใช้วิธีเจรจา โดยให้กรอบ MOU 44 ก็คิดว่าไม่ได้มีอะไรเป็นตัวร้าย แต่ถ้า MOU 44 ถูกตีความแง่ของความขัดแย้งก็ช่วยไม่ได้ เพราะไม่อ่าน MOU 44 หรืออ่านแล้วเข้าใจ แต่ทำตัวเป็นผู้ร้ายของประเทศ เอามาบิดเบือนเป็นเรื่องการเมือง
แต่เรื่องนี้มันก็เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศต้องออกมาชี้แจงให้ชัด หรือกลับไปถามนายทักษิณ หรือคุณสุรเกียรติ์ก็ได้ ว่าเรื่องเป็นอย่างไร แล้วตอนนั้นเซ็นไปทำไม
เป็นทรรศนะและข้อมูลจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ที่น่าจะต้องรับฟังและใคร่ครวญกัน ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา
เรื่องจริงกับไม่จริงถ้าทับซ้อนกัน ต้องแยกเรื่อง “ไม่จริง” ออกไปให้ได้