Prachachat BITE SIZE โดย พฤฒินันท์ สุดประเสริฐ
หลังจากนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ในที่สุด การประชุมคณะกรรมการนัดแรกได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยที่ประชุมมีการเคาะมาตรการออกมาชุดใหญ่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้น “เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้หนี้ประชาชน กระตุ้นลงทุน”
และผลจากการประชุมครั้งนี้ มี 2 มาตรการน่าสนใจ คือ การแจกเงิน 10,000 บาท ซึ่งครั้งนี้เป็นเฟสที่ 2 และเรื่องการแก้ปัญหาหนี้เสีย
ทั้ง 2 มาตรการใหญ่นี้ จะเป็นยังไง ใครจะมีสิทธิบ้าง Prachachat BITE SIZE อธิบายให้ฟัง
เคาะแจกเงินหมื่น เฟส 2 สูงวัย 60+
เริ่มต้นที่นโยบายแรก การแจกเงิน 10,000 บาท หลังจากเฟสแรก ประเดิมด้วยการแจกเป็นเงินสด ให้กับกลุ่มเปราะบาง กว่า 14 ล้านคน โดยคราวนี้ เป็นเฟสที่ 2 ในชื่อ “โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านผู้สูงอายุ” สำหรับผู้สูงอายุทั่วไทย อายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีอยู่ราว 3-4 ล้านคน ใช้งบประมาณราว 3-4 หมื่นล้านบาท
คุณสมบัติหลัก ๆ คือ เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป (เป็นกลุ่มเปราะบาง) ต้องเป็นผู้ที่ลงทะเบียนแอปทางรัฐแล้ว และต้องไม่ได้รับสิทธิเงินหมื่นจากเฟสแรกมาก่อน
เมื่อระบบตรวจสอบคุณสมบัติผู้ลงทะเบียนผ่านแอป “ทางรัฐ” รัฐบาลจะเปิดให้ตรวจสอบรายชื่อ และหากเห็นว่าข้อมูลผิดพลาด ไม่ถูกต้องก็สามารถยื่นอุทธรณ์สิทธิได้
โดยการประกาศผลในการลงทะเบียนกลุ่มนี้ หลังจากตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งจะตั้งเป้าให้เสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้ และจ่ายเงินภายในมกราคม 2568 ถ้าตามที่มีการพูดไว้ คือ ก่อนวันตรุษจีน หรือวันที่ 29 ม.ค. 68
สำหรับรูปแบบการจ่ายเงิน โอนเป็นเงินสด เข้าบัญชีผ่านระบบพร้อมเพย์ที่ผูกกับบัตรประชาชนเช่นเดิม และหากโอนไม่สำเร็จ จะมีการโอนซ้ำ 3 ครั้ง เช่นเดียวกับเมื่อเฟสแรก
สำหรับส่วนที่เหลือ จะเป็นโครงการในเฟสที่ 3 คาดจะเริ่มช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย. 2568 หลังจากทดสอบระบบดิจิทัลวอลเลตเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยกลุ่มนี้จะได้รับเงิน 10,000 บาท ในระบบดิจิทัลวอลเลตเท่านั้น จะไม่มีการแจกเป็นเงินสด และใช้วงเงินส่วนที่เหลืออีก 1.4 แสนล้านบาท ส่วนการลงทะเบียนในรอบกลุ่มผู้ไม่มีสมาร์ทโฟน อยู่ระหว่างพิจารณา และจะเปิดให้ลงทะเบียนได้ในเร็ว ๆ นี้
แก้ปัญหาหนี้ พักดอกเบี้ย 3 ปี
เรื่องต่อมาที่มีการเคาะจากที่ประชุม คือการแก้ปัญหาหนี้ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือน และหนี้ SMEs
กลุ่มเป้าหมาย คือ
- คนมีหนี้บ้านไม่เกิน 3 ล้าน
- หนี้กู้ซื้อรถยนต์ไม่เกิน 800,000 บาทต่อคัน
- กลุ่ม SMEs ที่กู้เงินเพื่อประกอบอาชีพวงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย
- ทั้ง 3 กลุ่มนี้ ต้องเป็นหนี้ NPL หรือเป็นหนี้เสียไม่เกิน 1 ปี นับจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2567
โดยจะพักจ่ายดอกเบี้ยให้เป็นระยะเวลา 3 ปี
ถ้าคำนวณผู้ที่เข้าเกณฑ์ จะมีลูกหนี้ที่เข้าข่ายรวม 2.3 ล้านบัญชี มูลหนี้รวม 1.31 ล้านล้านบาท
ส่วนแหล่งเงินที่จะใช้ จะมี 2 ส่วน คือ การลดอัตราเงินนำส่งเงินสมทบกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จากธนาคารพาณิชย์ จาก 0.46% ต่อปี เหลือ 0.23% ต่อปี เพื่อนำเงินนี้มาช่วยจ่ายดอกเบี้ยแทน และสถาบันการเงินจะใส่เงินเข้ามาตรงนี้ส่วนหนึ่ง
ขณะที่รายละเอียดการลงทะเบียนและเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับการแก้หนี้เสีย ในเบื้องต้น ผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านธนาคาร โดยรายละเอียดทั้งหมด คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะแถลงรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง
ลดเงินนำส่ง FIDF เจอต้นทุน 2 ส่วน
การแก้หนี้ในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่า มีเรื่องของการลดเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คำถามต่อมา คือ การลดเงินส่งในครั้งนี้ จะกระทบอะไรต่อกองทุนดังกล่าว
สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. ให้ข้อมูลก่อนหน้านี้ว่า ปัจจุบัน ธปท.ชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ รอบครึ่งปีในเดือน ก.ย.ทุกปี โดยปีนี้หลังชำระดอกเบี้ยแล้ว ยอดหนี้ FIDF จะลดลงเหลือ 5.5 แสนล้านบาท จาก 5.8 แสนล้านบาท
รวมทั้ง ธปท.ได้รับเงินนำส่งจากสถาบันการเงินเข้า FIDF ราวปีละ 7 หมื่นล้านบาท โดยในนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 1.6 หมื่นล้านบาท และอีกส่วนแบ่งไว้สำหรับการชำระเงินต้น
หากลดเงินส่ง FIDF ลงเหลือ 0.23% จะทำให้เรียกเก็บเงินต่อปีได้ลดลงเหลือเพียง 3.5 หมื่นล้านบาท และทำให้เกิดต้นทุนต่อเนื่องอีก 2 ส่วน คือ การชำระเงินต้นจะลดช้าลง โดยหากลดเงินนำส่ง 1 ปี ซึ่งเงินต้นจะยืดไปอีกประมาณครึ่งปี และทำให้ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มอีก 5,000 ล้านบาทต่อปี จากปัจจุบันจ่ายดอกเบี้ยอยู่ที่ปีละ 1.6 หมื่นล้านบาท
แต่การลดการส่งเงินเข้ากองทุนดังกล่าวเพื่อนำไปบริหารหนี้ภาคประชาชน ก็มีความกังวลว่าอาจทำให้เกิดพฤติกรรมจงใจผิดนัดชำระหนี้ตามมาได้
ส่องมาตรการอื่น ๆ น่าสนใจ
นอกจากการแจกเงินหมื่น และการแก้หนี้เสีย บอร์ดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังมีการเคาะมาตรการอื่น ๆ เพิ่มเติม ทั้งระยะสั้น และระยะยาว และหนึ่งในนั้น คือ การช่วยเหลือเกษตรกร ด้วยการเพิ่มเงินช่วยเหลือชาวนา
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระกรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบหลักการช่วยเหลือเกษตรกร ผ่านโครงการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท โดยที่ประชุมมอบหมายให้กระทรวงการคลัง หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาชื่อสรุปต่อไป และคาดว่าจะทำให้ทันเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่
ส่วนมาตรการระยะยาว ด้านการเกษตร มีทั้งการหาทางปรับโครงสร้างการเกษตรทั้งระบบใหม่ให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น พร้อมการจัด Zoning การเกษตร และมาตรการยกระดับการเกษตรให้ทันสมัยผ่านเทคโนโลยีด้านการเกษตร นำมาใช้พัฒนาอาชีพด้านการเภษตร ประมง ปศุสัตว์
ส่วนมาตรการด้านอื่น ๆ ที่น่าสนใจ มีทั้งสินเชื่อสร้างงานสร้างอาชีพ โครงการสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs สินเชื่อ Soft Loan สินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการเพื่อปรับปรุงซ่อมแซม อาคารโรงแรม การส่งเสริมการลงทุนสร้างที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ด้วยการปล่อยเช่าที่ดินของภาครัฐในระยะยาว จนถึงการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ และเพิ่มแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man Made)
และเมื่อ 21 พ.ย. 2567 ที่ผ่านมา นายกฯ แพทองธาร พูดบนเวทีสัมมนาล่าสุดของประชาชาติธุรกิจ “THAILAND 2025 โอกาส ความหวัง ความจริง” เกริ่นเป็นทีเซอร์ไว้ว่า วันที่ 12 ธันวาคมนี้ จะมีการแถลงผลงานรัฐบาล ในรอบ 90 วัน และจะมีการเปิดนโยบายใหม่ รวมถึงของขวัญปีใหม่ที่จะให้แก่ประชาชน
ต้องจับตากันต่อ ทั้งการแถลงผลงานของรัฐบาล รอบ 90 วัน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากนี้ ว่าจะช่วยปลุก ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2568 ให้เติบโตมากน้อยขนาดไหน
ติดตาม Prachachat BITE SIZE EP.82 ได้ที่ https://youtu.be/EzpWjNaQqCE
เข้าใจง่าย ได้ความรู้ ทุกสถานการณ์ข่าว กับ “Prachachat BITE SIZE” ทุกวันเสาร์ 11.00 น. ทุกช่องทางออนไลน์ของประชาชาติธุรกิจ





