คอลัมน์ : สัมภาษณ์
กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงพลังงานและการเมือง หลังเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับการอนุญาต “ส่งออกน้ำมันอากาศยาน” (Jet Fuel) ของประเทศไทย ท่ามกลางข้อกังวลว่าหากส่งออกมากเกินไปอาจกระทบต่อปริมาณสำรองในประเทศ ขณะที่อีกด้านหนึ่งแย้งว่า คลังน้ำมันยังมีพื้นที่เพียงพอรองรับน้ำมันส่วนเกินจากโรงกลั่น
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS เกี่ยวกับบทบาทของ BAFS ในฐานะผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์น้ำมันและระบบบริหารจัดการน้ำมันอากาศยานของประเทศ
BAFS ไม่ใช่คลังเก็บน้ำมัน
จากประเด็นที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ผมเข้าใจสถานการณ์ดีว่าโรงกลั่นน้ำมันกำลังประสบกับภาวะแบบใด ขณะที่ภาครัฐกำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยแก้ปัญหา เพราะนับตั้งแต่เกิดสงครามตะวันออกกลางมันส่งผลกระทบต่อภาคพลังงานทั้งโลก การหาแหล่งพลังงานใหม่เพื่อมาสำรองไว้ในประเทศ มันก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่รัฐบาลและภาคเอกชนบริหารจัดการอยู่ รวมถึงล่าสุดประเด็นที่โรงกลั่นขอส่งออกน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมัน Jet A-1 เพราะว่าน้ำมันโดยรวมทั้งหมดมันล้นคลัง หลายคนมุ่งมาที่เรา เพราะคิดว่าเราเป็นคนเก็บน้ำมันตัวนี้ไว้ คิดว่าเรามีคลังในการเก็บ เป็นการผลิตน้ำมันเครื่องบินหรืออะไรก็ตาม
ต้องเรียนก่อนว่า BAFS “ไม่ใช่ผู้ค้าน้ำมัน เราเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์” ทำหน้าที่รับ ขนส่ง จัดเก็บ และเติมน้ำมันให้ลูกค้า ซึ่งลูกค้าของเราคือผู้ค้าน้ำมัน หลายคนมองเห็นถังเก็บน้ำมันของบริษัทแล้วเข้าใจว่าเป็นคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของประเทศ ทั้งที่ในความเป็นจริงเป็นเพียงสถานีบริการน้ำมันอากาศยานที่มีถังเก็บประกอบอยู่ในระบบ ปัจจุบันเรามีความสามารถในการจัดเก็บน้ำมันรวมประมาณ 110 ล้านลิตร โดยเฉลี่ยมีการใช้งานพื้นที่จัดเก็บอยู่ราว 60% ของความจุทั้งหมด แม้จะยังมีพื้นที่เหลืออยู่บ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถรองรับน้ำมันส่วนเกินจากโรงกลั่นได้ทั้งหมด พื้นที่ที่เหลือไม่ได้มากอย่างที่หลายคนเข้าใจ และที่สำคัญเราไม่ใช่คลังน้ำมันเชิงพาณิชย์สำหรับรับน้ำมันส่วนเกินจากโรงกลั่นโดยตรง ความสามารถในการรองรับจึงมีจำกัด
เรื่องที่ว่ารัฐบาลอนุญาตให้ส่งออกน้ำมันเครื่องบิน ทั้งที่ยังมีพื้นที่จัดเก็บเหลืออยู่ในประเทศ ผมว่าเรื่องนี้มันต้องพิจารณาตั้งแต่ต้นทาง คือโรงกลั่น ต้องถามโรงกลั่นก่อนว่ากำลังการผลิตต่อวันเท่าไร และความต้องการใช้น้ำมันเครื่องบินภายในประเทศมีเท่าไร ในช่วงที่ผ่านมาปริมาณการใช้น้ำมันอากาศยานในประเทศปรับลดลงประมาณ 7% จากภาวะเศรษฐกิจและจำนวนนักท่องเที่ยวบางตลาดที่ชะลอตัว ทำให้เกิดน้ำมันส่วนเกินในระบบมากขึ้น ดังนั้น ถ้ามีส่วนเกินประเทศไทยก็ควรนำไปขายในตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างรายได้กลับเข้าประเทศ ดีกว่าปล่อยให้เป็นภาระต้นทุน บางครั้งสังคมอาจโฟกัสเฉพาะประเด็นการส่งออก และเข้าใจว่าประเทศกำลังขาดแคลนน้ำมัน ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือระบบยังมีน้ำมันเพียงพอสำหรับรองรับความต้องการใช้งานอยู่
น้ำมันเครื่องบินเก็บได้ 10-15 วัน
สำหรับข้อกังวลเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน ยืนยันว่าตอนนี้ระบบน้ำมันอากาศยานของไทยมีความปลอดภัยสูง และได้รับการออกแบบให้มีความต่อเนื่องในการจัดส่ง น้ำมันเครื่องบินที่สนามบินหลักของไทยมีระบบรับเข้าจากโรงกลั่นโดยตรง และมีหลายช่องทางสำรอง ความปลอดภัยถือว่าอยู่ในระดับสูงมาก และโรงกลั่นน้ำมันของไทยผลิตตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ ทำให้การบริหารสต๊อกต้องอาศัยการวางแผนล่วงหน้าอย่างละเอียด หลายคนอาจคิดว่าหากมีน้ำมันเหลือก็เก็บไว้ก่อน แต่ความจริงระบบน้ำมันไม่ได้เป็นแบบนั้น ทุกอย่างต้องหมุนเวียนตลอดเวลา
อีกประเด็นที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ ข้อจำกัดด้านคุณภาพของน้ำมันอากาศยาน “น้ำมันเครื่องบินไม่ใช่สินค้าที่เก็บไว้ได้นานเป็นปี” ถ้าเก็บนานเกินไปคุณภาพจะลดลง และอาจเกิดปัญหาการปนเปื้อนทางชีวภาพได้ ในอดีตเคยมีกรณีที่ต้องเก็บน้ำมันไว้นานผิดปกติในช่วงวิกฤตโควิด-19 จนเกิดปัญหาแบคทีเรียในระบบ และต้องดำเนินการแก้ไขหลายขั้นตอน โดยปกติแล้วน้ำมันเครื่องบินควรหมุนเวียนภายใน 10-15 วัน ไม่ใช่เก็บค้างไว้เป็นเดือน ๆ เพราะระบบนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นระบบไหลเวียน (Flow System) ดังนั้นแนวคิดที่จะเก็บน้ำมันส่วนเกินไว้ในคลังจำนวนมากจึงอาจไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและมาตรฐานความปลอดภัย
ครึ่งปีหลังท่องเที่ยวไทยยังเด่น
ส่วนเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดการเงิน แต่ประเทศไทยยังมีจุดแข็งหลายด้าน หนึ่งในโอกาสสำคัญคือภาคการท่องเที่ยว ซึ่งยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย ถ้าเรามีน้ำมันเพียงพอ มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม สายการบินก็ยังเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเดินทางได้ และผมยังเชื่อว่าไทยมีศักยภาพในการก้าวไปสู่ “Aviation Hub ของภูมิภาค” โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาความไม่สงบ หรือความเสี่ยงด้านความมั่นคง เพราะประเทศไทยยังเป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวรู้สึกปลอดภัย เป็นจุดหมายสำหรับการพักผ่อนและใช้ชีวิต ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ
นอกจากการท่องเที่ยวแล้ว ผมว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนในหลายอุตสาหกรรมเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็น Medical Hub, Wellness, การท่องเที่ยวคุณภาพสูง รวมถึง Digital Infrastructure และ Data Center ยังมีนักลงทุนสนใจอยู่มาก ส่วนปัจจัยลบที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นปัจจัยระยะสั้น ซึ่งสุดท้ายจะผ่านพ้นไปเช่นเดียวกับวิกฤตโควิด-19 ถ้าถามคนในอุตสาหกรรมการบิน โควิดหนักกว่านี้มาก แต่เราก็ผ่านมาได้ ดังนั้นวิกฤตตอนนี้ก็เป็นเรื่องที่บริหารจัดการได้
ปราบคอร์รัปชั่น “วาระแห่งชาติ”
แม้เศรษฐกิจไทยจะถูกวิจารณ์เรื่องการเติบโตที่ยังต่ำ แต่พอมาเปรียบเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค ไทยยังอยู่ในสถานะที่มีความพร้อมมากกว่า หลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาหนักกว่าเรา ทั้งด้านหนี้สาธารณะ ความขัดแย้งภายใน หรือข้อจำกัดด้านทรัพยากร ประเทศไทยยังมีจุดแข็งจากโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม ระบบสาธารณูปโภค และภาคบริการที่มีศักยภาพ ผมยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยไปต่อได้ ถ้าบริหารความเสี่ยงในช่วงนี้ให้ดี
แต่สิ่งที่ยังคงเป็นอุปสรรคของนักลงทุนและภาคเอกชนในประเทศมันมีอยู่ไม่กี่เรื่องและยังเป็นปัญหาเดิม ๆ สิ่งที่ผมอยากฝากถึงรัฐบาลและควรเป็นภารกิจสำคัญในเวลานี้มีอยู่ 3 เรื่องคือ การรับมือกับวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่ การฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ผมคิดว่ารัฐบาลต้องจริงจัง และต้องยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ เพราะต้นทุนจากการคอร์รัปชั่นเป็นภาระที่สะสมอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยมาเป็นเวลานาน มันส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ถ้าลดต้นทุนส่วนนี้ได้ ความสามารถในการแข่งขันของไทยจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด
ยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องยากและยังไม่เคยมีรัฐบาลใดแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ผมก็มองว่าไม่ใช่เหตุผลที่รัฐบาลจะละเลยเรื่องนี้ ผมเคยพูดไว้ว่า “ภาษีทรัมป์ยังน่ากลัวน้อยกว่าคอร์รัปชั่น” เพราะภาษีเรายังเห็นตัวเลขชัดเจนให้จ่าย 19% เราก็จ่าย เพราะมันถูกบังคับ แต่ต้นทุนที่เกิดจากการทุจริตบางครั้งสูงถึง 30-40% โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาจากอะไร ผมยังคงมองว่าหากประเทศไทยสามารถจัดการปัญหาคอร์รัปชั่นได้อย่างจริงจัง จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว