คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (บอร์ด ตลท.) ได้เห็นชอบแผนกลยุทธ์ 3 ปี (2568-2570) เพื่อขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยภายใต้การทำงานของ “อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนใหม่ ซึ่งได้แถลงแผนเป็นทางการ เมื่อ 28 พ.ย. ที่ผ่านมา
ผุด “Jump+” เพิ่มมูลค่า บจ.
โดย “อัสสเดช” กล่าวว่า แผน 3 ปีข้างหน้า อยู่ภายใต้แนวคิด “เพื่อส่วนรวมและความเท่าเทียม (Fair and Inclusive Growth)” มุ่งสร้างความแข็งแกร่ง เข้าถึงได้ง่าย และสร้างประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน พร้อมทั้งปรับตัวได้ ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและตลาดทุนโลก ซึ่งมี 3 กลยุทธ์หลัก คือ 1.มุ่งมั่นเพื่อโอกาสการเติบโต (Enable Growth Ambitiously) 2.ร่วมพัฒนาเพื่อความทั่วถึง (Grow Together and Inclusively) และ 3.สรรค์สร้างคนและอนาคต (Groom People and Our Future)
กลยุทธ์แรก การเพิ่มความน่าสนใจด้านบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยเฉพาะ บจ.รายเล็ก ที่อาจจะไม่มีนักวิเคราะห์เข้าไปวิเคราะห์ข้อมูล โดยจะริเริ่มโครงการ Jump+ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ บจ. ซึ่งเป็นโครงการที่ตลาดหุ้นต่างประเทศเริ่มใช้กันมากขึ้น อาทิ ฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเลเซีย เป็นต้น ซึ่ง ตลท.จะปรับให้เข้ากับบริบทประเทศไทยมากขึ้น ทั้งนี้ บจ.เดิม 900 บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ยังมีช่องที่สามารถจะใช้เทคโนโลยี หรือการวิเคราะห์มาช่วยเพื่อให้สามารถเพิ่มมูลค่าบริษัทขึ้นมาได้
“วันนี้ มี บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ mai ที่ข้ามไปสู่ SET ได้แล้วกว่า 56-57 บริษัท ซึ่งอยากจะสนับสนุนให้มีมากขึ้น โดยในอดีตเวลาพูดถึงการสร้างความน่าสนใจของ บจ. จะนึกถึงการหาบริษัทใหม่เข้ามาไอพีโอเป็นกลุ่ม New Economy หรือกลุ่ม Family Business”
ทั้งนี้ กลไกหลักของโครงการ Jump+ ทุก บจ. สามารถเข้าร่วมได้โดยสมัครใจ ไม่ได้เป็นภาคบังคับ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯได้ทำการวิเคราะห์ บจ.ที่เป็นตัวอย่างกลุ่มเป้าหมาย คือ 1.บจ.ที่อาจจะมี Area ที่สามารถปรับปรุงได้ด้านการซื้อขาย (Market) บทวิเคราะห์ยังน้อย ฟรีโฟลตต่ำ รวมถึงมูลค่าการซื้อขาย
จากสถิติพบว่ากว่า 50% ของ บจ. 900 บริษัท มีอัตราส่วนราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชี (Price to Book Value) ซึ่งถือว่ายังไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง โดย บจ.เหล่านี้มีฐานะการเงินดี แต่ไม่ขยายธุรกิจ (Lazy Balance Sheets)
2.บจ.ที่มีประเด็นด้านผลการดำเนินงาน (Performance) อาทิ การเติบโตฝั่งรายได้ กำไรจากการดำเนินงาน หรือผลตอบแทนจากเงินลงทุน (ROIC) และ 3.บจ.ที่มีประเด็นด้านผู้ถือหุ้น (Shareholder) ซึ่งการให้อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ยังไม่ได้สะท้อนกับ Performance ของบริษัท
“บจ.ที่เข้าข่ายเหล่านี้คือกลุ่มเป้าหมายแรกที่ถ้าเข้ามาร่วมโครงการ Jump+ ซึ่งคาดหวังว่า บจ.น่าจะเพิ่มศักยภาพและมูลค่าบริษัทเติบโตเพิ่มขึ้นได้”
หนุน M&A ดัน บจ. โตกระโดด
“อัสสเดช” กล่าวต่อว่า โครงการ Jump+ ยังรวมไปถึงการทำดีล M&A ทั้งควบรวมและซื้อขายกิจการ ที่เป็นกลไกสำคัญ กลไกหนึ่งในการสร้างศักยภาพและการเจริญเติบโตที่ก้าวกระโดด
“บางสิ่งบางอย่าง เราต้องกลับมา Back to Basic การสร้างความสนใจในตลาดหุ้นไทย ผลิตภัณฑ์เราต้องน่าสนใจ ต้องมีมูลค่า เพื่อเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนสนใจมากขึ้นก่อน เพราะถ้าดูการแข่งขันในเชิงตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก จะเป็นการแข่งขันดึงดูดนักลงทุน ดังนั้น ถ้าเราไม่มีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ หรือให้ผลตอบแทนที่น่าลงทุนเทียบกับตลาดหุ้นอื่น ๆ เขาก็จะไม่มาลงทุน”
“Listing Hub” แผนระยะยาว
ส่วนแผนระยะยาว “อัสสเดช” กล่าวว่า จะผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งระดมทุนของธุรกิจที่มีศักยภาพ (Listing Hub) สอดรับกับแผน Financial Hub ของรัฐบาล โดยระยะแรกจะวางพื้นฐานไว้ก่อน แต่ภาพชัดเจนน่าจะเกิดขึ้นหลังปี 2570 ไปแล้ว
“จะต้องหาจุดแข็งของประเทศ เพื่อดึงนักลงทุนและ บจ.จากต่างประเทศ ให้หันมาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย”
ผุดแพลตฟอร์มซื้อขายบอนด์
ถัดมากลยุทธ์ที่ 2 สนับสนุนการทำงานของผู้ร่วมตลาด โดยจะพัฒนา Bond Connect Platform เพื่อให้นักลงทุนบุคคลเข้าถึงการซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลในตลาดแรกได้ง่ายขึ้น โดยนักลงทุนสามารถจองซื้อพันธบัตรรัฐบาลในลักษณะเดียวกับการจองซื้อหุ้น IPO และยังสามารถซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรองผ่านแพลตฟอร์มนี้ได้ ซึ่งมีสภาพคล่องและยังสามารถใช้เป็นหลักประกันในการลงทุนในสินทรัพย์อื่นได้ด้วย
“เราเห็นเวลาเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั่วโลก อาทิ การเลือกตั้งสหรัฐ สงครามปะทุรุนแรง นักลงทุนจะดูทิศทางบอนด์ยีลด์สหรัฐว่าสูงขึ้นหรือต่ำลง ซึ่งเป็นการโยกย้าย Risk Asset ทองคำก็เช่นกัน ช่วงที่ราคาทองขึ้นมาเยอะ ๆ นั่นแปลว่านักลงทุน Risk-off หาจุดปลอดภัย ซึ่งสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดในประเทศคือ พันธบัตรรัฐบาล ดังนั้น โปรเจ็กต์นี้จะมุ่งเน้นพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลัก”
สร้าง Carbon Ecosystem
“อัสสเดช” กล่าวว่า กลยุทธ์ที่ 3 การสร้าง Carbon Ecosystem ของประเทศ ร่วมกับพันธมิตร โดยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Low Carbon Economy ครอบคลุมถึงการมีศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิต และการพัฒนาบุคลากร Carbon Professional ให้มากขึ้น ซึ่งจะสนับสนุนด้วยเครื่องมือคำนวณ Carbon Footprint (SET Carbon) ผ่าน Carbon Calculator Platform เพื่อให้ บจ. คำนวณออกมาเป็นข้อมูลได้
“ปีนี้ได้นำร่องไปแล้ว 20 บจ. และปีหน้าจะขยายจำนวน บจ. และบริษัทนอกตลาดให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ จาก 900 บจ. ปีที่แล้วมีผลข้อมูลคาร์บอน 400 บริษัท และมีแค่ 200 บริษัท ที่ข้อมูลถูกยืนยันความถูกต้องโดย Third Party และมีแค่ 64 บริษัท ที่เปิดเผยข้อมูลผ่านหน่วยงานตรวจสอบบัญชีแล้วในการเปิดเผยเป้า Net Zero”
มั่นใจเพิ่มเสน่ห์ตลาดหุ้นไทย
กรรมการและผู้จัดการ ตลท.กล่าวว่า แต่ละเรื่องจะเริ่มในปีหน้า โดยกรอบแนวคิดโครงการ Jump+ จะเสร็จภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเชื่อว่าหากทำสำเร็จจะสะท้อนมายังมูลค่าการซื้อขายและความคึกคักกลับมาในตลาดหุ้นไทยได้แน่นอน
“Jump+ จะเป็นการสร้างเสน่ห์ด้านซัพพลายให้ตลาดหุ้นไทยมากขึ้น ซึ่งเมื่อมีมากขึ้น ฝั่งนักลงทุนก็จะเข้ามามากขึ้นแน่นอน” เอ็มดีตลาดหุ้นไทยกล่าวแสดงความมั่นใจ