คอลัมน์ : เติมความคิด พิชิตลงทุน
ผู้เขียน : พบชัย ภัทราวิชญ์ บล. InnovestX
ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 แต่ปีนี้ผ่านไป 5 เดือน SET กลับปรับขึ้นได้โดดเด่นถึง 24.5%YTD โดยมีปัจจัยเร่งสําคัญจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นแรง ซึ่งส่งผลบวกต่อโครงสร้างกําไรของ SET ผ่านกลุ่มพลังงานจนสามารถช่วยชดเชยผลกระทบของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในกลุ่ม Real Sector
ทั้งนี้ เราได้ปรับเพิ่มประมาณการ EPS ปี 2569 ของ SET (Base Case) ขึ้นสู่ 97 บาทต่อหุ้น (จากเดิมที่ 94.1 บาทในช่วงก่อนเกิดสงคราม) ภายใต้ GDP ปีนี้ที่คาดเติบโต 1.4% อย่างไรก็ดี GDP ไทยยังมี Upside จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งหากเบิกจ่ายได้เต็มที่ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสและการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คาดจะช่วยหนุน GDP ได้อีก 0.4% และอาจทำให้มีโอกาสปรับเพิ่ม GDP ปีนี้สู่กรอบ 1.6-1.8% โดยกรณี Best Case คาด GDP จะเติบโตได้ถึง 1.8% ผลักดันให้ EPS ของ SET แตะ 100 บาทต่อหุ้น และหนุนเป้า SET ขึ้นสู่ระดับ 1,600 จุด
อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าระดับดัชนีปัจจุบันเมื่อเทียบกับดัชนีเป้าหมายของเราแล้วมี Upside จำกัด ทำให้เราคาดว่าในช่วงเดือน มิ.ย. นี้ SET อาจเข้าสู่โหมดปรับฐาน จาก 3 ปัจจัยกดดัน คือ 1) ตลาดกําลังขาดปัจจัยบวกใหม่เข้ามาขับเคลื่อนระยะสั้น 2) ผลกระทบจาก Dividend Dilution Effect หลังหุ้น Big-cap ทยอยขึ้น XD ในช่วงปลาย เม.ย.-กลาง พ.ค. หมดแล้ว และ 3) ในเชิงสถิติ เดือน มิ.ย. ถือเป็นหนึ่งในเดือนที่ SET มีความเปราะบางสูงที่สุดของปี สะท้อนได้จากช่วง 5 ปีย้อนหลัง (ปี 2564-2568) นักลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิในเดือน มิ.ย. ติดต่อกันทุกปี เพราะเป็นช่วงรอยต่อก่อนเข้าสู่การเก็งกําไรงบฯ 2Q69 ในเดือน ก.ค. อีกทั้งพฤติกรรมของนักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มขายเพื่อลดความเสี่ยงและปรับพอร์ตลงทุนก่อนเข้าสู่ช่วงลาพักร้อน
แต่เรามองว่า การปรับฐานของ SET ในช่วงปลาย มิ.ย.-ต้น ก.ค. คือโอกาสเข้าซื้อที่ได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ เนื่องจากสถิติบ่งชี้ว่า SET มักจะพลิกกลับมาฟื้นตัว (Rebound) อย่างแข็งแกร่งในช่วงไตรมาส 3 (ก.ค.-ก.ย.) โดยให้โอกาสสร้างผลตอบแทน (Upside) เฉลี่ยราว +8.0% (คํานวณจากจุดต่ำสุดช่วงปลาย มิ.ย. ถึงจุดสูงสุดช่วงกลาง ก.ย.) ซึ่งคาดมีปัจจัยหนุนหลักจาก 1) ความคืบหน้าของการจัดทําและผลักดันงบประมาณรายจ่ายประจําปีถัดไปของภาครัฐ 2) เข้าสู่ฤดูกาลเก็งกําไรปันผลระหว่างกาล และ 3) แรงส่งจาก Window Dressing ไตรมาส 3 ของนักลงทุนสถาบัน
ดังนั้น กลยุทธ์ลงทุนจึงมองเป็น “โอกาสทยอยสะสมหากตลาดปรับฐาน หรือ Buy on Dip” ใน 3 ธีมเด่น ดังนี้ 1) หุ้น Domestic & Laggard Value Play เน้นหุ้น Big-cap ที่ราคายังปรับขึ้นช้ากว่าตลาด ต่างชาติถือครองต่ำ อีกทั้งได้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐเพื่อกระตุ้นกําลังซื้อ และยังบริหารต้นทุนได้ดีท่ามกลางวิกฤตพลังงาน ได้แก่ CPALL CPN GLOBAL BEM TRUE 2) หุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้พอร์ตและเป็นหลุมหลบภัยในช่วงที่ตลาดปรับฐาน ได้แก่ BBL KTB PTT AP FTREIT และ 3) หุ้น New Normal ที่ได้ประโยชน์จากแผนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการย้ายฐานการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ได้แก่ GULF GPSC BGRIM WHA AMATA