Skip to content

โตโยต้า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  เคียงข้างประเทศไทย-สัมพันธ์ 64 ปี

06 มิ.ย. 2569 | 12:05น.
โตโยต้า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  เคียงข้างประเทศไทย-สัมพันธ์ 64 ปี

อุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยมีสัดส่วนสูงถึง 10% ของ GDP 

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญ ผ่านร้อนหนาว เคียงข้างเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมายาวนานกว่า 64 ปี 

ด้วยศักยภาพโรงงานผลิตรถยนต์ 3 แห่ง  ด้วยกำลังผลิตกว่า 770,000 คันต่อปี ถึงวันนี้น่าจะพูดได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า ประเทศไทยคือ ็ฮับการผลิติ อับดับท็อปไฟว์ของโตโยต้าทั่วโลก

และตลอด 12 ปีที่ผ่านมา โตโยต้าลงทุนไปกว่า 224,000 ล้านบาท มีการจ้างงานทั้งกลุ่มบริษัทในเครือมากกว่า 270,000 อัตรา มีส่วนสร้าง GDP ให้กับประเทศไทย 3-4%

ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 “ประชาชาติธุรกิจ” นำเสนอคอนเทนต์ซีรีส์ “50 Impact” สนทนากับผู้นำธุรกิจหลากหลายวงการ และในฉบับนี้พบกับบทสัมภาษณ์พิเศษ แม่ทัพใหญ่ “โนริอากิ ยามาชิตะ” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เบอร์หนึ่งอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย มาร่วมถอดบทเรียนการก้าวผ่านวิกฤตกว่า 6 ทศวรรษ สะท้อนมุมมอง และความท้าทายในยุคเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์

เติบโตอย่างยั่งยืน

ย้อนภาพเมื่อ 1962 ปีที่โตโยต้าตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย จากวันแรกจนถึงปัจจุบัน โตโยต้า ประเทศไทย ถือเป็นฐานการผลิตใหญ่ติดอันดับ 4 ของโลก รองจากญี่ปุ่น, อเมริกา และจีน เท่านั้น โดยมีการส่งออกรถยนต์ไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลก 

มีส่วนร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง  เช่นเดียวกับความสามารถในการครองใจผู้บริโภคชาวไทยด้วยยอดขายอันดับหนึ่ง

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้น “ยามาชิตะ” บอกว่า การมีรถยนต์หลากหลายประเภท และหลากหลายพลังงานทางเลือกมาสนองตอบกับความต้องการของผู้บริโภค เพราะ “โตโยต้า” ไม่ได้ขายรถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่เน้นการบริการหลังการขาย และการดูแลลูกค้าแบบครบวงจร  

มีเป้าหมายสำคัญ คือ การมีส่วนช่วยส่งเสริม และพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ของประเทศไทยต่อไป โดยมุ่งรักษาปริมาณการผลิต การจ้างงาน และการลงทุนในประเทศไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคคล เสริมสร้างรักษาห่วงโซ่อุปทาน ซัพพลายเชน ในไทยให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน

Priority DNA ของโตโยต้า  

“ยามาชิตะ” กล่าวถึง DNA สำคัญอันเป็นที่มาของการสร้างความสำเร็จสไตล์โตโยต้าด้วยว่า คือ “การจัดลำดับความสำคัญ” (Priority)  ใน 3 ด้าน 

สิ่งแรก คือ “ความปลอดภัย” และ “คุณภาพ” (Safety-Quality)

“โตโยต้ามุ่งมั่นที่จะดูแลความปลอดภัยของพนักงานทุกคน รวมถึงการส่งมอบสินค้า และบริการที่มีคุณภาพดีที่สุดให้ทุกคน”

ตามด้วย “ปริมาณ” (Volume)  ที่โตโยต้ายึดมั่นเพื่อส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าได้อย่างทันท่วงที และสุดท้ายคือ “ผลประกอบการหรือกำไร” (Profit) เนื่องจากเชื่อว่าหากสามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจจากลูกค้าได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง สุดท้ายแล้วผลประกอบการหรือกำไรจะตามมาเอง 

นอกจากนี้ โตโยต้ายังใช้หลัก TPS (Toyota Production System) หรือการมุ่งมั่นเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเปล่า หรือการสูญเสียในทุก ๆ กระบวนการ เพื่อสร้างองค์กรให้แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพทุกด้าน ไม่เฉพาะแต่กระบวนการการผลิต แต่ใช้ทั้งองคาพยพทุกส่วน ถือเป็นหลักการพื้นฐาน 

“โตโยต้าไม่ได้มองแค่ระยะสั้น ๆ แต่มองการณ์ไกล ยึดมั่น และตัดสินใจบนพื้นฐานข้อเท็จจริง”

แม่ทัพโตโยต้าย้ำว่า นี่คือหัวใจหลักในการทำธุรกิจของโตโยต้า 

ถอดบทเรียน ก้าวข้ามวิกฤต ใน 60 ปี

“ยามาชิตะ” สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่าง ๆ ที่โตโยต้า ประเทศไทยต้องเผชิญ และสามารถก้าวข้ามมาได้ ทั้งเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ของไทย, แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น รวมทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ อย่างวิกฤตต้มยำ ปัญหาหนี้ครัวเรือน โควิด และปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วน (ชิป) ฯลฯ 

“วันนี้โตโยต้าต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ ๆ อย่างความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อการส่งออก ปัญหาการซัพพลายน้ำมันทำให้เกิดแรงกระเพื่อม ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก”

แน่นอนว่าโตโยต้าไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยคนเดียว แต่ตลอดช่วงที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนจากซัพพลายเออร์ ดีลเลอร์ และพันธมิตรทางธุรกิจที่ร่วมเดินเคียงข้างกับโตโยต้า ทั้งในยามที่ดีและไม่ดี 

โดยเฉพาะความไว้เนื้อเชื่อใจของ “ลูกค้า” ที่มีให้กับโตโยต้ามาอย่างมั่นคงต่อเนื่อง  นั่นคือสิ่งสำคัญที่ทำให้เราก้าวข้ามผ่านวิกฤตมาได้

เคล็ดไม่ลับ “เก็มบะ” เข้าถึงหน้างาน 

“ยามาชิตะ” ยังย้อนถึงช่วงที่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อ 6 ปีก่อนด้วยว่า ตรงกับสถานการณ์โควิด-19 พอดี จนอาจกล่าวได้ว่าผ่านความยากลำบากมาด้วยกัน และเพราะความร่วมแรงร่วมใจ ทำให้โตโยต้าสามารถ “ส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าได้ทันเวลา และราบรื่น” 

และก็เป็นผลมาจากเคล็ดไม่ลับ คือ “การจัดลำดับความสำคัญและความปลอดภัย” นั่นเอง

ในช่วงเวลานั้น “ยามาชิตะ” พยายามลงไปในพื้นที่หน้างานด้วยตนเอง เพื่อตรวจสอบสภาพแวดล้อมทางการทำงาน และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้พนักงาน

“การเข้าไปดูเองที่หน้างาน (เก็มบะ) เพราะเราเชื่อว่าหน้างานคือที่รวบรวมข้อเท็จจริงที่จะได้เห็นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติงานในส่วนใดก็ตาม”

การใช้ควบคู่กับหลัก “เก็มบะ” เพื่อเข้าใจความจริงในแต่ละส่วน ถือเป็นวัฒนธรรมการทำงานของโตโยต้า  คือ การใช้ความจริง เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาได้ถูกต้อง แชร์ข้อมูล ข้อเท็จจริง รับรู้และแก้ไขร่วมกัน 

“ยามาชิตะ” มักย้ำกับพนักงานทุกคนว่า มีอะไรให้เข้ามาคุย หรือรายงาน และอยากให้เน้น “ข่าวไม่ดีก่อน” เพื่อจะได้แก้ปัญหาได้ก่อน

โดยส่วนตัว “ยามาชิตะ” มองว่าการที่รู้ข่าวร้ายหรือเรื่องร้าย ๆ ก่อนจะทำให้สามารถหาทางหนีทีไล่ หรือวิธีการแก้ไขปัญหาได้เร็วกว่า และในท้ายที่สุดผลลัพธ์จะออกมาดีกว่า 

ให้ทุกฝ่ายแชร์ข้อมูลร่วมกันมากที่สุด และบอกปัญหาซึ่งกันและกัน เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นฝั่งใดฝั่งหนึ่งจะกระทบถึงกันอยู่แล้ว 

สิ่งเหล่านั้นคือ “พื้นฐานทางธุรกิจ” เป็นวัฒนธรรมในการทำงานของโตโยต้า ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในพื้นประเทศใด ก็จะต้องรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้เหมือนกัน 

Best In Town คือเป้าหมาย 

การมีส่วนใน GDP ประเทศไทยถึง 3-4% และมีการจ้างงานกว่า 270,000 ตำแหน่ง  ถือเป็นภารกิจที่หนักอึ้งในฐานะแม่ทัพใหญ่ของ “โตโยต้า” กับความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในระยะยาว และคำนึงถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่จะคืนสู่ประเทศไทย ด้วยการพยายามส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยแบบยั่งยืน 

ภายใต้หลักการที่ยึด “ลูกค้าเป็นศูนย์กลางเสมอ” กับเป้าหมายเป็น Best In Town หรือการเป็นแบรนด์ที่ได้รับความรัก และความไว้วางใจจากลูกค้าให้มากที่สุด 

การที่จะสามารถส่งมอบความสุขให้ทุกคนผ่าน “โมบิลิตี้” จะต้องมีความหลากหลายของสินค้า ครอบคลุมทั้งรถยนต์ทุกประเภท และทุกความต้องการ รวมทั้งความหลากหลายของเทคโนโลยี ภายใต้แนวคิด “มัลติพาร์ตเวย์” หรือการมีทางเลือกที่หลากหลายของพลังงาน เพื่อไปสู่การสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรม 

และไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทย แต่หมายรวมถึงประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 

สำหรับประเทศไทย โตโยต้ามีเครือข่ายการจัดจำหน่ายกว่า 450 แห่งทั่วประเทศ อีกทั้งยังไม่เน้นไปที่การจำหน่ายรถใหม่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เน้นบริการหลังการขาย การสร้างห่วงโซ่คุณค่าในระบบขึ้นมา ถือเป็นโกลบอลดีเอ็นเอของโตโยต้า ที่ต้องต่อยอด และพัฒนาสิ่งเหล่านี้ให้ดีขึ้นไปและนำไปสู่การเติบโตเพิ่มขึ้น สามารถส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าได้ดีกว่าเดิม 

“ยามาชิตะ” กล่าวด้วยว่า ความสำเร็จตลอด 6 ทศวรรษของโตโยต้าจะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดนโยบายการส่งเสริมจากภาครัฐ อย่างโปรดักต์แชมเปี้ยน รถปิกอัพขนาด 1 ตัน และรถอีโคคาร์ กลายเป็นยุทธศาสตร์ ทำให้เกิด “วงจรในเชิงบวก” และกระตุ้นความต้องการภายในประเทศผ่านนโยบายต่าง ๆ ทำให้ศักยภาพในการผลิตเพื่อรองรับตลาดในประเทศ และการส่งออก ทำให้เกิดการพัฒนาซัพพลายเชน และส่งเสริมให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทย ทำให้ “วงจรนี้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้หมุนไปได้” 

3 ข้อเสนอขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

และเพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหมุนต่อไปเรื่อย ๆ แม่ทัพ “โตโยต้าประเทศไทย” บอกว่า อยากเสนอแนะภาครัฐใน 3 ประเด็นหลัก ๆ  คือ 1. การกระตุ้นให้เกิดความต้องการใช้รถยนต์ในประเทศ ที่ก่อนหน้านี้มีการสนับสนุนโครงงานรถยนต์คันแรก 2.ให้รัฐบาลมีมาตรการในการรักษาฐานการผลิต และรักษาวงจรห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ มีการผลิต และใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากกว่านี้ 

และ 3.มีมาตรการยกระดับความสามารถในการส่งออกรถยนต์ให้มากขึ้น รวมไปถึงการสนับสนุนความหลากหลายของพลังงาน หรือ “มัลติพาร์ตเวย์”  ที่ไม่ใช่การสนับสนุนแค่รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) เท่านั้น แต่ต้องสนับสนุนพลังงานอื่น ๆ ควบคู่กันไป ทั้งรถไฮบริด, ไบโอฟลูแอล เป็นต้น

“เท่าที่ได้พูดคุยรัฐบาลมีความเข้าใจ และมีการตอบรับมาในระดับหนึ่งแล้ว ที่ผ่านมาโตโยต้าเริ่มผลิตรถ BEV คือ ไฮลักซ์ ทราโว่-อี  แต่เจอความท้าทายเรื่องปริมาณที่ยังไม่มากพอที่จะใช้ชิ้นส่วนในประเทศในปริมาณที่สูงได้ ขณะที่ไฮลักซ์ ทราโว่ ICE มีการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากกว่า 90%”

นอกจากนี้ ในรถ BEV ชิ้นส่วนสำคัญคือ แบตเตอรี่, มอเตอร์  หรืออี-พาร์ตต่าง ๆ เป็นต้นทุนที่มีสัดส่วนค่อนข้างสูงในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน ดังนั้นการผลิตชิ้นส่วนเหล่านี้ในจำนวนมากต้องมีความต้องการรถในจำนวนมากเช่นเดียวกัน แต่สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่สามารถใช้ชิ้นส่วนมากได้

“ยามาชิตะ” ทิ้งท้ายว่า  สิ่งสำคัญที่สุด คือ โตโยต้าจะรักษามาตรฐาน คุณภาพ รวมถึงการส่งมอบสินค้า และสร้างความพึงพอใจและความไว้วางใจให้กับลูกค้าเป็นอย่างดีที่สุด และมีส่วนร่วมในการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศไทย ผ่านการผลิต การส่งออก ให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

50 Impact โตโยต้า Toyota