ซีอีโอของสเตลแลนทิส (Stellantis) บริษัทรถยนต์รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก ลาออกจากตำแหน่ง เผยให้เห็นว่าสถานการณ์ภายในบริษัทกำลังตึงเครียดหนัก หลังยอดขายรถยนต์ในตลาดสหรัฐและอเมริกาเหนือลดลง หุ้นร่วงแล้ว 40% ในปีนี้
รอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคมตามเวลาท้องถิ่นอิตาลี คาร์ลอส ทาวาเรซ (Carlos Tavares) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัท สเตลแลนทิส (Stellantis) หนึ่งในบริษัทรถยนต์รายใหญ่ของโลก ได้ลาออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน นับเป็นระยะเวลา 2 เดือนหลังจากที่สเตลแลนทิส ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์ 14 แบรนด์ อย่างเช่น จี๊ป (Jeep) เฟียต (Fiat) และเปอโยต์ (Peugeot) เตือนนักลงทุนว่ากำไรของบริษัทอาจลดลง
บริษัทสเตลแลนทิสกล่าวว่า จะมีการมองหาประธานเจ้าหน้าที่บริหารหรือซีอีโอคนใหม่ภายในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 โดย เฮนรี เดอ แคสตรีส์ (Henri de Castries) กรรมการอิสระอาวุโส กล่าวในแถลงการณ์ว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คณะกรรมการ และทาวาเรซ ส่งผลให้ทาวาเรซซึ่งเป็นซีอีโอของบริษัทสเตลแลนทิสลาออกจากตำแหน่ง
นอกจากนี้ สเตลแลนทิสกล่าวว่า คณะกรรมการของบริษัทรวมไปถึง จอห์น เอลคันน์ (John Elkann) ได้ยอมรับการลาออกของ คาร์ลอส ทาวาเรซ โดยจะมีผลทันที และจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารชั่วคราวโดยมี จอห์น เอลคันน์ เป็นประธาน
ก่อนหน้านี้ ทาวาเรซ เป็นหนึ่งในผู้บริหารที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่แนวทางการบริหารของเขากลับต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียด หลังจากที่ยอดขายรถยนต์ของบริษัทในทวีปอเมริกาเหนือร่วงต่ำลง ส่งผลให้สเตลแลนทิสต้องออกคำเตือนนักลงทุนเรื่องผลกำไรจากการดำเนินงานปี 2024 เมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการคาดการณ์ว่าจะมีการใช้จ่ายเงินสดสูงถึง 10,000 ล้านยูโร (ประมาณ 361,890 ล้านบาท) ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ มาจากยอดขายที่ชะลอตัวลงและสินค้าคงคลังกองอยู่เต็มตลาดในอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นตลาดที่สร้างกำไรที่สำคัญแห่งหนึ่งของบริษัท

คำเตือนดังกล่าวได้กระตุ้นการเปลี่ยนตำแหน่งของผู้บริหารระดับสูง รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน และหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของบริษัทในอเมริกาเหนือ แต่ทาวาเรซยังไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น สเตลแลนทิสกล่าวว่า ทาวาเรซไม่ต้องการเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโออีกวาระแต่อย่างใด และจะเกษียณจากตำแหน่งตามกำหนดในช่วงต้นปี 2026 โดยเดิมทีกระบวนการคัดเลือกซีอีโอคนใหม่ถูกกำหนดไว้ว่าจะต้องเสร็จลุล่วงภายในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025
ราคาหุ้นของสเตลแลนทิสร่วงลงไปแล้วราว 40% ในปี 2024 นี้ ในขณะที่หุ้นของบริษัทคู่แข่งในสหรัฐอย่าง ฟอร์ด มอเตอร์ (Ford Motor) ลดลง 7% และเจเนอรัล มอเตอร์ส (General Motors) พุ่งสูงขึ้นถึง 55%
จอห์น เอลคันน์ ทายาทจากตระกูลอันเญลลี่ (Agnelli) ครอบครัวผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์เฟียต และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของสเตลแลนทิสโดยลงทุนผ่านบริษัท อีเอ็กซ์โออาร์ (EXOR) ได้กล่าวขอบคุณทาวาเรซถึงบทบาทของการสร้างสเตลแลนทิสขึ้นมา จนเป็นบริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก เมื่อวัดจากยอดขาย
ส่วนผู้ถือหุ้นบริษัทสเตลแลนทิสรายใหญ่รายอื่น ๆ ประกอบด้วย ครอบครัวเปอโยต์และรัฐบาลฝรั่งเศส ซึ่งลงทุนผ่านทางธนาคารเพื่อการลงทุนสาธารณะของฝรั่งเศส (BPIfrance)
ทั้งนี้ ยอดขายรถยนต์ของสเตลแลนทิสในตลาดสหรัฐในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2024 ลดลง 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YOY) โดยลดลงอย่างมีนัยสำคัญในแบรนด์ดอดจ์ (Dodge) แรม (Ram) จี๊ป และไครสเลอร์ (Chrysler)
ข้อมูลจากแอปพลิเคชั่นซื้อขายรถยนต์ โคไพลอต (CoPilot) ที่มอบให้แก่รอยเตอร์ แสดงให้เห็นว่า บริษัทสเตลแลนทิสกำลังประสบปัญหาในการขายรถยนต์ แม้กระทั่งรถยนต์รุ่นใหม่ที่ออกในปี 2023 ก็ตาม
แหล่งข่าวรายหนึ่งบอกกับรอยเตอร์ว่า ความตึงเครียดจากสถานการณ์นี้มีมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากที่คณะกรรมการบริหารรู้สึกว่า ทาวาเรซลาออกจากตำแหน่งเร็วเกินไป และเขาสนใจเพียงแค่การแก้ปัญหาในระยะสั้น ๆ เพื่อที่จะรักษาชื่อเสียงของเขาเอง โดยไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของบริษัท
นักวิเคราะห์ของเบิร์นสไตน์ (Bernstein) กล่าวว่า การประกาศลาออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหันของทาวาเรซชี้ให้เห็นว่า ความแตกแยกระหว่างคณะกรรมการกับทาวาเรซนั้นจะต้องมีความรุนแรงมาก จึงทำให้ทั้งสองฝ่ายตัดสินใจว่า การดำเนินงานโดยไม่มีซีอีโอในระยะสั้น ๆ อาจจะดีกว่าการมีทาวาเรซเป็นซีอีโอต่อไป