ขาใหญ่รายเดิมทั้ง “ปตท.สผ.-เชฟรอน” จับคู่พันธมิตรปักหลักประมูลแหล่งปิโตรเลียมบงกช-เอราวัณ, ปตท.สผ.-โททาล กับเชฟรอน-มิตซุย ออยล์ ด้าน “มูบาดาลา” บินเดี่ยวอาจยื่นประมูลทั้ง 2 แหล่ง วงในระบุคุยกันนอกรอบแบ่งเค้กกันเอง
การเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมก๊าซธรรมชาติในทะเลอ่าวไทย แปลงที่ G1/61 (แหล่งเอราวัณเดิม) กับแปลงที่ G2/61 (แหล่งบงกชเดิม) มูลค่า 2.06 ล้านล้านบาท ที่จะทยอยหมดอายุสัญญาสัมปทานในปี 2565-2566 ในรูปแบบการแบ่งปันผลผลิต (production sharing contract หรือ PSC) ล่าสุดกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้เปิดชี้แจงเงื่อนไขการประมูล ให้ผู้ประกอบการที่ผ่านขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้น รวมถึงเปิดให้ผู้ที่ผ่านคุณสมบัติได้ยื่นเอกสารแสดงความจำนงที่จะเข้าร่วมประมูล-การแสดงความจำนงในการเข้าถึงข้อมูล พร้อมชำระค่าเข้าร่วมประมูล และลงนามในสัญญาการรักษาความลับและการใช้ประโยชน์ของข้อมูล ต่อจากนั้นก็จะให้ผู้เข้าร่วมประมูลได้ยื่นขอสิทธิและข้อเสนอด้านเทคนิคและผลประโยชน์ตอบแทนรัฐเป็นลำดับถัดไป
จับกลุ่มประมูลบงกช-เอราวัณ
แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเปิดให้ผู้ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นยื่นเอกสารแสดงความจำนงเข้าร่วมประมูล รวมถึงแสดงความจำนงในการเข้าถึงข้อมูลเสร็จเรียบร้อยไปแล้วนั้น จะทำให้เห็นภาพของการ “จับคู่” ของผู้เข้าร่วมประมูลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้เข้าร่วมประมูลจะต้อง “รับรองสิทธิ” ให้กับพันธมิตรที่จะเข้าร่วมประมูลด้วย ส่งผลให้สามารถจัดกลุ่มผู้เข้าร่วมประมูลแปลง G1/61 กับ G2/61 ในรอบนี้ได้ 4 กลุ่มด้วยกัน คือ
กลุ่มที่ 1 บริษัท พีทีทีอีพี เอ็นเนอร์จี้ ดีเวลอปเม้นท์ ในเครือบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัท โททาล อีแอนด์พี ไทยแลนด์ กลุ่มที่ 2 บริษัท เชฟรอน ไทยแลนด์ โฮลดิ้งส์ ร่วมกับบริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซโปลเรชั่น กลุ่มที่ 3 บริษัท เอ็มพี จีทู (ประเทศไทย) ร่วมกับบริษัท เอ็มพี L21 บริษัทในเครือมูบาดาลา และกลุ่มที่ 4 บริษัท โททาล อีแอนด์พี ไทยแลนด์ แม้ว่าจะร่วมเป็นพันธมิตรจับคู่กับ ปตท.สผ. เพื่อเข้าร่วมประมูลในแปลง G2/61 (แหล่งบงกชเดิม) แล้วก็ตาม แต่บริษัทโททาลฯเองสามารถยื่นสิทธิเป็นผู้ operate ประมูลแปลง G1/61 (แหล่งเอราวัณเดิม) ได้ด้วย นั้นหมายความว่า บริษัทโททาลฯกำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจว่า ตัวเองจะยื่นประมูลในแปลงดังกล่าวด้วยหรือไม่
ทั้ง 4 กลุ่มที่ปรากฏรายชื่อเป็นผู้เข้ร่วมประมูลและพันธมิตรครั้งนี้ ล้วนเป็น “กลุ่มเดิม” ที่ถือหุ้นทั้งในแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกชเดิมอยู่แล้วทั้งสิ้น กล่าวคือ บริษัท ปตท.สผ. ที่แม้จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในแหล่งบงกช ที่ร้อยละ 66 แล้ว แต่ยังถือหุ้นในแหล่งเอราวัณที่ร้อยละ 5 ในขณะที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ในแหล่งเอราวัณ คือ บริษัทเชฟรอนฯ สัดส่วนร้อยละ 71.25 รวมถึงบริษัทโททาลฯก็ถือหุ้นในแหล่งบงกชด้วย
“ยังคงเป็นผู้ประกอบการรายเดิมที่ถือหุ้นเดิมกันอยู่แล้ว จนมีการตั้งคำถามว่าสุดท้ายแล้ว การประมูลครั้งนี้จะมีการแข่งขันที่แท้จริงหรือไม่ หรือเป็นแค่การแบ่งเค้กกันนอกรอบ” แหล่งข่าวกล่าว
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ตกคุณสมบัติได้แก่ กิจการร่วมค้าพลังงานสะอาด 101 พร้อมกับผู้ถือหุ้นคือ บริษัท ไห่ฉิง ปิโตรเลียม แมชีนนารี แมนูแฟคเจอร์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นนักลงทุนจากจีน และบริษัท อัลจาเบอร์ กรุ๊ป นักลงทุนจาก UAE, บริษัท OMV. Aktieengesellschaft นักลงทุนจากประเทศออสเตรเลีย
อย่างไรก็ตาม แม้บริษัทในกลุ่มนี้จะไม่สามารถเข้าร่วมการประมูลในฐานะผู้ operate แหล่งได้ แต่ก็ยังสามารถเข้าร่วมเป็น “พันธมิตร” ร่วมทุนกับผู้ประกอบการรายอื่นเพื่อเข้าร่วมประมูลได้ ฉะนั้น การประมูลทั้ง 2 แปลงในครั้งนี้จะเหลือเพียง 4 กลุ่มดังกล่าวข้างต้น ที่จะเข้าสู่รอบการยื่นคำขอสิทธิและข้อเสนอด้านเทคนิคและผลประโยชน์ตอบแทนรัฐต่อไป
สำหรับขั้นตอนการเปิดประมูลนั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกำหนดไว้ 4 ขั้นตอนหลัก คือ 1) การประกาศเชิญชวนและพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น 2) การเตรียมยื่นคำขอสิทธิ ข้อเสนอด้านเทคนิคและผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ และการศึกษาข้อมูล 3) การยื่นคำขอสิทธิและข้อเสนอด้านเทคนิคและผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ และ 4) การพิจารณาคัดเลือกผู้ชนะประมูล
งงเงื่อนไขให้รัฐถือหุ้น 25%
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานถึงการเปิดชี้แจงเงื่อนไขการประมูล หรือ TOR ให้กับผู้ที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น เพิ่มเติม โดยมีเงื่อนไขขอ “สงวนสิทธิ์” ให้หน่วยงานภาครัฐ-รัฐวิสาหกิจ-องค์การมหาชน เข้ามาถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 25 แต่ผู้เข้าร่วมประมูลจะต้องเป็น “ผู้เลือก” ว่า จะเลือกให้หน่วยงานรัฐหน่วยใดเข้ามาถือหุ้นนั้น
ปรากฏเงื่อนไขเพิ่มเติมข้างต้นได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากผู้สนใจเข้าร่วมประมูลแหล่งปิโตรเลียมรอบนี้ใน 2 ประเด็น คือ “นิยามของคำว่า หน่วยงานรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ” และ “เงื่อนไขกำหนดแบ่งผลประโยชน์ให้แก่รัฐไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50” ได้ถูกระบุไว้อยู่แล้ว หากเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในแหล่งของภาครัฐอีกร้อยละ 25 เข้าไปแล้วก็เท่ากับรัฐจะได้รับผลประโยชน์จากแหล่งสูงถึงร้อยละ 75 (กรณีที่ให้ถือหุ้นสูงสุดที่ร้อยละ 25) ซึ่งเงื่อนไขนี้อาจทำให้ไม่คุ้มค่าพอที่ผู้ประกอบการจะตัดสินใจยื่นประมูลในเดือนกันยายนนี้ก็ได้
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” สอบถามไปยัง นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า การกำหนดสัดส่วนให้ภาครัฐเข้าไปร่วมลงทุนในแหล่งก๊าซที่ระดับไม่เกินร้อยละ 25 นั้น “ถือเป็นการกำหนดเพื่อประโยชน์สูงสุดของรัฐ” ซึ่งตามขั้นตอนภายหลังจากที่ผู้เข้าร่วมประมูลได้ยื่นข้อเสนอและผลประโยชน์ตอบแทนต่อรัฐแล้วก็จะต้องนำเสนอว่า ผู้เข้าร่วมประมูลจะร่วมลงทุนกับรัฐ-รัฐวิสาหกิจ-องค์การมหาชนแห่งใด และกรมเชื้อเพลิงฯจะเป็นผู้พิจารณาว่า “การเข้าร่วมลงทุนนั้นจะเหมาะสมหรือไม่” ในกรณีที่พิจารณาแล้วพบว่า การลงทุนมีความเสี่ยงสูง ก็อาจจะตัดสินใจ “ไม่ร่วมลงทุน” ก็ได้
“เราขอสงวนสิทธิ์ร่วมลงทุนไว้ แต่จะลงหรือไม่ต้องดูอีกที เพราะแต่ละโครงการลงทุนมากกว่า 10,000 ล้านบาท รัฐเองก็ไม่สามารถเอางบประมาณมากมายมาเสี่ยงได้ รัฐจะลงเงินก็ต่อเมื่อมันคุ้มเท่านั้น และอาจจะลงแค่ 5% หรือ 10% ก็ได้” นายสราวุธกล่า