คอลัมน์ ดุลยธรรม โดย ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
ผลกระทบความเสี่ยงวิกฤตยูโรโซนรอบใหม่ และปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะและการเมืองอิตาลีขณะนี้ยังเกิดขึ้นในวงจำกัดอยู่ที่ตลาดการเงินโลก แม้วิกฤตการเมืองอิตาลีจะคลี่คลายลงบ้าง แต่เชื่อว่าความผันผวนของตลาดการเงินทั่วโลกยังมีอยู่ โดยเฉพาะตลาดสินทรัพย์เสี่ยง เงินยูโรอาจอ่อนค่าลงอย่างมาก และอาจเป็นเป้าหมายของการถูกโจมตีหรือเก็งกำไรได้ ซึ่งหากมีการโจมตีค่าเงินก็อาจนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเงินที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวมได้ และเศรษฐกิจไทยก็จะหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ยาก
การไหลออกของเงินทุนระยะสั้นจากตลาดเกิดใหม่รวมทั้งไทย กระแสเงินทุนไหลออกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะทุนขนาดใหญ่ของไทยอาจจะไหลออกไปลงทุนในอียูและอิตาลีเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสินทรัพย์ในอิตาลีและอียูจะปรับตัวลง แต่ผลกระทบจะขยายวงไปสู่ภาคการค้าและภาคเศรษฐกิจจริงหรือไม่อยู่ที่ว่า ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะและการเมืองอิตาลีนำไปสู่แรงกดดันให้ถอนตัวออกจากยูโรโซนหรือไม่ และอิตาลีสามารถทำตามแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจและมาตรการรัดเข็มขัดแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็น 130% ของจีดีพีได้หรือไม่
หากไม่สามารถทำได้ตามเงื่อนไขของอียู ปัญหาผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกจะรุนแรงกว่ากรณีของวิกฤตหนี้สินของกรีซ ที่ปะทุขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2552 เนื่องจากปริมาณหนี้สาธารณะที่ใหญ่กว่าเกือบ 5 เท่า ความเสี่ยงอีกประการหนึ่ง คือ การจัดการเลือกตั้งใหม่ในเร็ว ๆ นี้ เป็นไปได้ที่พรรคการเมืองที่สนับสนุนการถอนตัวออกจากอียูอาจชนะเลือกตั้ง นำไปสู่การลงประชามติเพื่อออกจากยูโรโซนได้แบบ Brexit (อังกฤษออกจากอียู)
และผลการเลือกตั้งในอิตาลีจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า ระบบยูโรโซนจะดำรงอยู่ด้วยความมั่นคงหรือไม่ หากพรรคไฟฟ์สตาร์และพันธมิตรที่มีนโยบายต่อต้านอียูชนะเลือกตั้งด้วยเสียงเพิ่มขึ้น จะสั่นคลอนการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ (economic inte-gration) กระตุ้นให้กระแสต่อต้านการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ การต่อต้านทุนนิยมโลกาภิวัตน์เติบโตขึ้นอีก การค้าการลงทุนโลกจะเติบโตลดลง กำแพงภาษีการค้าการลงทุนอาจสูงขึ้น เกิดการขยายตัวของแนวคิดแบบลัทธิกีดกันทางการค้า (trade protectionism) และชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ขณะที่กระแสชาตินิยมขวาจัดจะเพิ่มขึ้นในยุโรปแม้เสรีนิยมและสังคมนิยมประชาธิปไตยจะยังมีบทบาทอยู่
นอกจากนี้โลกาภิวัตน์ การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ภูมิภาคนิยมไร้พรมแดน จะถูกท้าทายโดยกระแสชาตินิยมทางเศรษฐกิจที่เน้นอธิปไตยทางเศรษฐกิจเหนือความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจร่วมกันของภูมิภาค โดยกระแสนี้จะไม่ลุกลามมายังอาเซียนตราบเท่าที่ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบทางลบจากการเปิดเสรีได้รับการดูแลให้สามารถปรับตัวได้
ปัญหาวิกฤตการเมืองในอิตาลี ให้บทเรียนต่อไทยว่า การแก้ปัญหาด้วยการคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่เป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เป็นไปอย่างสันติวิธีด้วยกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน และวิธีการทางประชาธิปไตยย่อมทำให้ปัญหาไม่ลุกลามซับซ้อนและนำมาสู่ความขัดแย้งรุนแรงในภายหลัง
ในส่วนของความสัมพันธ์ทางการค้า ที่ผ่านมาไทยส่งออกไปอียูคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10-11% ของมูลค่าส่งออก และส่งออกไปประเทศอิตาลี เพียงประมาณ 0.8% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด โดยสินค้าส่งออกหลัก คือ อาหารแปรรูป อัญมณีเครื่องประดับ เสื้อผ้า เครื่องหนัง รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ เป็นต้น
ขณะเดียวกัน การอ่อนแอลงของเศรษฐกิจอิตาลีและยูโรโซน จะทำให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรปไม่เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ และจะมีการชะลอมาตรการ QE EXIT ภาวะดังกล่าวจะกดดันให้เงินยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักและเงินบาท โดยเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นได้อีก ส่งผลกระทบต่อกิจการส่งออกที่ปรับตัวไม่ทัน และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้เกิดการขาดทุนทางบัญชีเพิ่มสูงมากเกินไป
แม้การขาดทุนของ ธปท.จะเกิดจากการทำหน้าที่ตามพันธกิจของการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจ แต่ตัวเลขการขาดทุนสะสมทางบัญชีจำนวนหลายแสนล้านบาทย่อมสร้างความวิตกกังวลได้ การขาดทุนจากการที่เงินบาทแข็งค่าและเงินสกุลหลักในทุนสำรอง ไม่ว่าจะเป็นเงินดอลลาร์และเงินยูโรอ่อนลง
ที่สำคัญการขาดทุนดังกล่าวจะลดลง หากภาคธุรกิจพร้อมรับความผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยน และแบงก์ชาติมีภาระบริหารจัดการการแข็งค่าของเงินบาทด้วยการเข้าซื้อเงินดอลลาร์หรือยูโรลดลง หรือควรนำเรื่องการจัดตั้งกองทุนเพื่อความมั่งคั่งมาทบทวนดูว่า ควรนำเงินสำรองระหว่างประเทศบางส่วนไปลงทุนสินทรัพย์อย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ แทนการถือครองเงินดอลลาร์เงินยูโรหรือไม่
ขณะนี้ ไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 2.15 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งมีมากเกินความจำเป็น ควรนำมาจัดตั้งกองทุนเพื่อบริหารผลตอบแทน นำรายได้ไปลงทุนเพื่อประโยชน์ของประชาชน ดูแลสวัสดิการและแก้ปัญหาเศรษฐกิจต่าง ๆ แต่จะต้องมีการกำกับควบคุมที่ดีและมีธรรมาภิบาล เงินสำรองนั้นโดยหลักการต้องเป็นเงินที่มีสภาพคล่องสูง การมีสัดส่วนเงินสกุลหลักในทุนสำรองระหว่างประเทศจึงมีความสำคัญ แต่ไม่จำเป็นต้องมีมากจนเกินความจำเป็น และมีต้นทุนในการถือครองจากการด้อยค่า
การกำหนดให้มีเงินสกุลต่างประเทศสกุลหลักหนุนหลังเงินบาทนั้น เป็นแนวคิดแบบเก่าเพื่อให้แบงก์ชาติมีวินัยทางการเงิน ไม่พิมพ์เงินบาทออกมามากเกินไป ทำให้เงินบาทเสื่อมค่าลงและขาดความน่าเชื่อถือ แต่ปัจจุบันเงินบาทแข็งค่าจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน แบงก์ชาติก็สามารถควบคุมให้เงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อ
ความเชื่อมั่นต่อเงินบาทจึงขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นต่อ ธปท.ในการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมายได้ในระยะยาว
การมีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับ 1 แสนล้านดอลลาร์ก็เกินพอสำหรับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยแล้ว เรื่องนี้ทางการไทยถูกตั้งคำถามโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศว่า ทำไมจึงไม่นำเงินสำรองระหว่างประเทศ มากเกินพอดีไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน