50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ ฯ ก้าวผ่านทุกวิกฤต เติบโตสู่ทศวรรษที่ 6
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กำลังจะครบรอบ 50 ปีของการดำเนินงาน ในวันที่ 30 เมษายน 2568 ในช่วงเวลา 5 ทศวรรษ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ผ่านช่วงวิกฤตสำคัญ ๆ มากมาย ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เหตุการณ์ 9-11 และวิกฤตศรัทธาที่กดดันให้ตลาดหุ้นไทยซบเซา

งานเสวนาครั้งหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตอน “50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ฯ กับความท้าทายในยุคสมัย” จัดโดยพิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน INVESTORY เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้เชิญสองวิทยากรบุคคลสำคัญในตลาดทุนไทยอย่าง “คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คนที่ 9 (ช่วงปี 2544-2549) และ “คุณสุเทพ พีตกานนท์” อดีตนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทยและประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทยคนที่ 1 (ช่วงปี 2547-2549) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี จำกัด (มหาชน) มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความท้าทาย ทั้งแนวคิด กลยุทธ์การนำพาตลาดหลักทรัพย์ฯ ผ่านช่วงภาวะวิกฤต การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตลาดทุนไทย รวมไปถึงมุมมองการเติบโตของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอนาคต

รับมือวิกฤต เหตุการณ์ช็อกโลก 9-11
“กิตติรัตน์” เล่าย้อนว่า เข้ามารับตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ วันที่ 10 กันยายน 2544 ซึ่งช่วงนั้นวิเคราะห์ภาพเศรษฐกิจไทยแล้วกำลังเริ่มจะดีขึ้น หลังผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 และตลาดหุ้นต้องปรับตัวขึ้นแน่ แต่ในวันรุ่งขึ้นเกิดเหตุการณ์ช็อกโลก 9-11 (เครื่องบิน 2 ลำพุ่งชนตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนิวยอร์ก) ดัชนีหุ้นทั่วโลกร่วงหนัก ดัชนีหุ้นไทยตอนนั้นประมาณ 240 จุด ตกฮวบลงไปต่ำกว่า 200 จุด และนำมาซึ่งการปิดตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันต่อมา ซึ่งเป็นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ และก็ไม่อยากให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเช่นนั้นอีก
ซึ่งการปิดตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้ทำโดยพลการ มีการปรึกษาหารือกับบริษัทสมาชิก (โบรกเกอร์) สมาพันธ์ตลาดหลักทรัพย์เอเชีย 15 แห่ง และทุกคนตัดสินใจว่าเราจะปิด แต่ปัญหาคือการปิดตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องคุยกับคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ (บอร์ด ตลท.) คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (บอร์ด ก.ล.ต.) ซึ่งปรากฎว่ามีเพียง 2 แห่งคือ ไทย และ ไต้หวันที่ดำเนินการปิดตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทันการณ์
ตอนนั้นคุณสุเทพ พีตกานนท์ เป็นบุคคลสำคัญของวงการโบรกเกอร์แล้ว ได้ร่วมมือช่วยกันสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้ลงทุนได้อย่างรวดเร็ว “สุเทพ” เล่าเสริมว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น นักลงทุนกังวลใจมาก หน้าที่ของเราและผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder) ในตลาดทุน ทั้งผู้ประกอบธุรกิจ ตลาดหลักทรัพย์ฯ สำนักงาน ก.ล.ต. ต้องอธิบายเหตุผลและวิเคราะห์สถานการณ์ว่าจะส่งผลกระทบอย่างไร เพื่อไม่ทำให้นักลงทุนตื่นตระหนกจนเกินไป
ยุคแห่งการพัฒนาโครงสร้างตลาดทุน
“กิตติรัตน์” กล่าวต่อว่า จริง ๆ ก่อนปี 2544 ตนเป็นกรรมการอยู่ในบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว และช่วงวันแรก ๆ ที่เริ่มเข้ามาทำงานในตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ได้เรียนเชิญ 3 อดีตกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ 1. อาจารย์ศุกรีย์ แก้วเจริญ (กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนแรก) 2. ดร.มารวย ผดุงสิทธิ์ (กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 5) และ 3. อาจารย์เสรี จินตนเสรี (กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 6) มาร่วมพูดคุยกันและได้สอบถามท่านว่า มีภารกิจใดที่คิดว่าควรจะทำ และถ้าท่านมีโอกาสจะทำอีก จะทำให้สำเร็จ อาจารย์ศุกรีย์ก็บอกว่า “ตั้งตลาดอนุพันธ์” เพราะเราไม่ได้ตั้งตลาดรองมาเพื่อซื้อขายหุ้นเท่านั้น
ส่วน ดร.มารวย บอกว่า ต้องมุ่งมั่นให้ความรู้ผู้ลงทุนอย่างเต็มที่ ในทุกวิถีทางที่ทำได้ ซึ่งช่วงอยู่ที่อาคารสินธร เรามีห้องสมุดตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว และค่อนข้างล้ำสมัย และอาจารย์เสรี ก็บอกว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ใช้คำว่า “แห่งประเทศไทย” เพราะฉะนั้นอะไรที่ทำให้ประเทศไทยได้ต้องทำไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังคม กีฬา ศิลปวัฒนธรรม ที่เป็นประโยชน์
และในปี 2547 ก็ได้จัดตั้งตลาดอนุพันธ์ เปิดดำเนินการซื้อขายปี 2549 ขณะเดียวกัน เราเห็นตลาดหุ้นในเอเชีย เขามีช่องทีวีให้ความรู้ผู้ลงทุน มีการสัมภาษณ์ผู้บริหาร ผู้ลงทุน และสื่อสารเหตุการณ์ทันด่วน จึงจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ Money Channel ขึ้นมาช่วงปี 2547 เพื่อเป็นสถานีเพื่อการลงทุน ”ผมยึดหลัก 3 ประการ ที่ท่านประธานบอร์ดชวลิต ธนะชานันท์ (ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 11) ในสมัยนั้น ได้ให้แนวทางไว้คือ เรียนรู้จากอดีต เรียนรู้จากคนอื่น และมองโอกาสจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่” กิตติรัตน์ กล่าว

ธุรกิจสอดประสานมุ่งให้ความรู้ผู้ลงทุน
“สุเทพ” กล่าวต่อว่า ในเวลานั้นการสื่อสารของตลาดหลักทรัพย์ฯ กับโบรกเกอร์ ดำเนินไปโดยมีวัตถุประสงค์เดียวกัน ในการให้ความรู้เรื่องการลงทุน ซึ่งบริษัทสมาชิกให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ และทุกบริษัทตั้งใจพัฒนาเรื่องข้อมูลบทวิเคราะห์ รวมไปถึงพัฒนาเว็บไซต์เพื่อเข้าถึงนักลงทุนได้อย่างกว้างขวาง
“สิ่งสำคัญที่สุด เราพยายามให้ความรู้ทางการเงินในเรื่องการวางแผนวัยเกษียณ ซึ่งมองเป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ ที่ประชาชนจะต้องมีความรู้ในการวางแผนการลงทุนเพื่อวัยเกษียณตั้งแต่เนิ่น ๆ ผมคิดว่าวันนี้หน่วยงานต่าง ๆ ไม่หยุดนิ่ง ยังคงเดินหน้าให้ความรู้ทางการเงินและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง”
นักลงทุนคาดหวังสูงขึ้นคือความ “ท้าทาย” ตลาดหลักทรัพย์ฯ
“กิตติรัตน์” กล่าวต่อไปว่า มาจนถึงวันนี้ “ความท้าทาย” ของตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ที่นักลงทุนมีความคาดหวังสูงขึ้น จึงทำให้การที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะส่งมอบการปฏิบัติจริงให้ชนะความคาดหวังของนักลงทุนยากขึ้นตามไปด้วย
สมัยก่อนเวลาส่งคำสั่งซื้อขายทางโทรศัพท์ จะเร็วและแม่น แต่เป็นบริบทซื้อขายด้วยมือ และภายหลังมีการเปลี่ยนเป็นระบบซื้อขายด้วยคอมพิวเตอร์ (ยุคสมัย ดร.มารวย) ช่วงนั้นกำลังในการรับคำสั่งซื้อขายมีจำกัด ตอนที่กำลังไปโรดโชว์นักลงทุนที่ลอนดอน ได้รับแจ้งว่าตลาดหุ้นบูมมาก การซื้อขายพุ่งขึ้นไป 4-5 หมื่นล้านบาทต่อวัน หลายคนดีใจ แต่ผมใจหาย เพราะผมรู้ว่ากำลังการรับคำสั่งซื้อขายทำได้กี่รายการ และถ้าถึงขีดสูงสุดระบบจะหยุดทำงาน
เวลานั้นจึงรีบประสานกับคุณสุเทพ ให้เร่งประสานกับบริษัทสมาชิกว่า ออเดอร์ยิบย่อยมีปัญหากับระบบ จึงต้องให้ข้อมูลกับผู้ลงทุนและเจ้าหน้าที่การตลาด ในการให้คำแนะนำว่าทำอย่างไรถึงจะสอดคล้องกับข้อจำกัดที่เรามี และเร่งพัฒนาระบบให้สามารถรองรับคำสั่งซื้อขายในจำนวนที่มากขึ้นได้
ดังนั้น ความคาดหวังที่สูงขึ้น และความรวดเร็วที่ต้องมี แต่ต้องเร็วแบบเป็นธรรม แม่นยำ การที่บอกว่าทำได้ 99.99% บางทีไม่พอ เพราะผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากส่วนที่เป็น 0.01% ก็ไม่ควรที่จะต้องได้รับความเดือดร้อน ดังนั้น ความคาดหวังที่มากขึ้นจึงเป็นโจทย์ในยุคสมัยนี้
นอกจากนั้น ต้องดูไม่ให้เกิดการซื้อขายที่มีความผิดปกติ (ใช้ข้อมูลภายใน สร้างราคา) เมื่อก่อนใช้เวลาจัดการทันใจคน เดี๋ยวนี้ถ้าเราใช้เวลาเท่า ๆ กัน หรือน้อยลงกว่าช่วงนั้นไปบ้างมันไม่ทันใจคน เพราะเขาสงสัยว่าระหว่างที่ยังดำเนินการไม่เสร็จ คุณกำลังทำอะไรอยู่ ก็ต้องอธิบายให้เต็มที่และสุดความสามารถ
คำเดียวคือ “ความมั่นใจ”
อดีตกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า เรื่องธรรมาภิบาลสำคัญมาก 5 สิ่งที่ทุกองค์กรต้องมีคือ 1. มุ่งมั่น 2. ซื่อตรง 3. โปร่งใส 4. คำนึงถึงความเสี่ยง และ 5. ใส่ใจอธิบาย หลักการนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ และทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องในตลาดทุน
“สิ่งที่ผมคาดหวังต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ เราไม่อยากเป็นตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ดีขึ้น ไม่อยากเป็นตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ดีกว่า แต่ต้องการเป็นตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ดี เพราะการจะเป็นตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ดี หมายความว่าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องคาดหวังอะไร เราจะทำให้ออกมาดีตามที่เขาคาดหวัง หรือดีกว่าที่คาดหวัง เพราะงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือการผูกโยงเครือข่ายเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่รวมแล้ววิ่งไปสู่คำเดียวคือ “ความมั่นใจ” แล้วภารกิจเราจะสำเร็จ” กิตติรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย