ตลาดหุ้นสหรัฐจบปี 2024 ด้วยผลตอบแทนเกิน 20% อีกปี เอสแอนด์พี 500 (S&P 500) ดัชนีหุ้นใหญ่สุด 500 ตัว ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงของตลาดหุ้นสหรัฐ ทำผลตอบแทน 23.31% ในปี 2024 ต่อเนื่องจากปี 2023 ที่ทำผลตอบแทน 24.2% ผลตอบแทนรวมสองปีอยู่ที่ 53.2% มากที่สุดในรอบ 20 กว่าปี หลังจากที่ทำได้ 65.9% ในปี 1997-1998
ผลงานที่ดีของตลาดหุ้นสหรัฐในปี 2024 มาจากฝั่งหุ้นเทคเป็นส่วนใหญ่ ดัชนีแนสแดค คอมโพสิต (Nasdaq Composite) ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทำผลตอบแทน 28.64% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นใหญ่ที่สุด 30 ตัวในตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนเศรษฐกิจสหรัฐ ทำผลตอบแทนได้เพียง 12.88%
การที่ตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งขึ้นสองปีติดต่อกัน ทำให้เส้นทางของปี 2025 นั้นท้าทาย เพราะเมื่อทำมาตรฐานไว้สูงแล้ว ก็หมายความว่า การจะทำให้ตลาดทะยานต่อได้นั้นมีเงื่อนไขที่ “สูง” หรือ “ยาก” ขึ้น
แอลพีแอล รีเสิร์ช (LPL Research) บริษัทวิจัยตลาดเงินตลาดทุนในสหรัฐวิเคราะห์ว่า ภาวะที่หุ้นพุ่งขึ้นโดยได้แรงผลักจากเหตุการณ์หรือความเซอร์ไพรส์ในเชิงบวก อย่างที่เกิดขึ้นในปี 2024 นั้น อาจไม่เกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นยากในปี 2025
ตามการวิเคราะห์ของแอลพีแอล รีเสิร์ช ตลาดหุ้นสหรัฐจะสามารถพุ่งทะยานต่อได้ในปี 2025 ก็ต่อเมื่อปัจจัยสำคัญ 4 ปัจจัยเกิดขึ้นสอดคล้องกัน ดังนี้
ต้องหลีกเลี่ยงเศรษฐกิจถดถอยได้
เพื่อให้ตลาดหุ้นยังคงพุ่งขึ้นต่อไป เศรษฐกิจสหรัฐต้องมีความทานทน ต้องหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปให้ได้ ซึ่งข้อมูลในอดีตบ่งชี้ว่า ในปีที่สามของภาวะ “ตลาดกระทิง” ตลาดจะยังคงแข็งแกร่งโดยทำผลตอบแทนได้เฉลี่ยประมาณ 5% บนเงื่อนไขที่ว่าเศรษฐกิจต้องไม่ถดถอย
แอลพีแอล รีเสิร์ช ระบุว่า ในกรณีที่ไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย มีโอกาสค่อนข้างดีที่ตลาดกระทิงซึ่งดำเนินมาเป็นเวลาสองปีจะดำเนินต่อไปเป็นเวลาสามปี ส่วนกรณีตลาดกระทิงที่ไม่สามารถคงสภาพอยู่รอดผ่านพ้นปีที่สามไปได้นั้น มักเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย การดำเนินนโยบายการเงินที่แข็งกร้าวเกินไปของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด (Federal Reserve System) เว้นแต่ในบางกรณี อย่างในกรณีของปี 1987 นั้นเกิดจากการซื้อขายเก็งกำไรอย่างร้อนแรงมากเกินไป
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากเศรษฐกิจสหรัฐซึ่งยังแกร่ง และเติบโตประมาณ 3% ดูเหมือนว่ามีเพียงภาวะช็อกอย่างรุนแรงจากภายนอกเท่านั้นที่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐตกต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ นักเศรษฐศาสตร์บางคนถึงกับบอกว่าไม่มีโอกาสแม้แต่สักเปอร์เซ็นต์เดียวที่เศรษฐกิจสหรัฐจะถดถอยในปี 2025
เฟดต้องมีแนวโน้มผ่อนคลาย
ตลาดหุ้นมีความผันผวนในทางลบหลังจากที่เฟดเผยดอตพลอต (Dot Plot) หรือแผนภูมิการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งบ่งชี้ว่าในปี 2025 จะมีการลดดอกเบี้ยเพียงสองครั้ง ครั้งละ 0.25%
แอลพีแอล รีเสิร์ช มองว่า สิ่งสำคัญสำหรับตลาดหุ้นในปี 2025 คือ ตลาดจำเป็นต้องทราบว่าเฟดยังมีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงินลง จึงจะทำให้หุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่การผ่อนคลายนโยบายการเงินต้องมาพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งด้วยจึงจะทำให้หุ้นพุ่งได้ดี
“ดัชนี S&P 500 สร้างผลกำไรเพียงเล็กน้อยที่ 5.5% โดยเฉลี่ยในช่วง 12 เดือนหลังจากการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกของรอบ แต่ผลกำไรมักจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า หากไม่มีภาวะเศรษฐกิจถดถอย” แอลพีแอลกล่าว
กำไรบริษัทต้องเติบโตแข็งแกร่ง
กำไรของบริษัทเป็นแรงผลักดันที่อยู่เบื้องหลังการพุ่งขึ้นของราคาหุ้นในระยะยาว ดังนั้น แอลพีแอล รีเสิร์ช จึงมองว่ากำไรของบริษัทในตลาดหุ้นเป็นหนึ่งใน 4 ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ตลาดหุ้นพุ่งขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
แอลพีแอลกล่าวว่า เมื่อหุ้นถูกประเมินมูลค่าสูงแล้วอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็มักจะต้องการการบรรลุเงื่อนไขที่ว่า กำไรของบริษัทมีการเติบโตที่ชัดเจนมากพอ จึงจะผลักดันราคาหุ้นให้สูงขึ้นได้อีก และคาดว่าปี 2025 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่ตลาดหุ้นสหรัฐต้องใช้เงื่อนไขนี้
ทั้งนี้ แอลพีแอลคาดว่า กำไรของบริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐอาจเติบโตมากกว่า 10% ในปี 2025 ซึ่งน่าจะเพียงพอสำหรับการดันราคาหุ้นให้สูงขึ้นได้
นอกจากนั้น แอลพีแอลคาดการณ์ว่า กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของ S&P 500 ในปี 2025 จะอยู่ที่ 260 ดอลลาร์ ซึ่งเท่ากับอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ยระยะยาวที่ใกล้เคียง 10% แต่ต่ำกว่าประมาณการฉันทามติในปัจจุบันที่อยู่ใกล้เคียง 15%
นโยบายทรัมป์ต้องให้ประโยชน์
แอลพีแอล รีเสิร์ช หวังว่านโยบายที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐ เสนอไว้ บางส่วนจะส่งผลดีมากกว่าผลเสีย เช่น การขึ้นภาษีศุลกากร การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล และการลดการใช้จ่ายของรัฐบาล
แอลพีแอลมองว่า ตลาดคาดหวังถูกแล้วที่คาดหวังให้มีการยกเลิกกฎระเบียบ เพื่อช่วยเหลือบางอุตสาหกรรม เช่น บริการทางการเงิน น้ำมันและก๊าซ และช่วยส่งเสริมการควบรวมกิจการและการซื้อกิจการมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การขึ้นภาษีศุลกากรเป็นภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามา เนื่องจากนโยบายกีดกันทางการค้าอาจทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ
“สรุปแล้ว หากต้องการให้หุ้นมีปีที่ดีในปี 2025 นโยบายของรัฐบาลทรัมป์จะต้องให้ผลประโยชน์มากกว่าค่าเสียหาย”
อ้างอิง :