Skip to content

ความรู้ Data ค้นหาชายชุดดำ สกัด “3 เผา” ฝ่าฝุ่น PM 2.5

01 เม.ย. 2568 | 12:38น.
ความรู้ Data ค้นหาชายชุดดำ สกัด “3 เผา” ฝ่าฝุ่น PM 2.5

1 ในภัยพิบัติธรรมชาติของทศวรรษนี้ คือภัยที่มากับฝุ่น PM 2.5 ซึ่งลากยาวและทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินประเมินมูลค่าไม่ได้

ส่งผลต่อสุขภาพของคนไทย ปัญหาฝุ่นได้พรากชีวิตคนไทยไปหลายราย จากโรคปอดอักเสบ และสร้างผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ฝุ่น PM 2.5 กลายเป็นปัญหาระดับชาติ ที่ทุกฝ่ายจะต้องหันมาใส่ใจและร่วมมือกันแก้ไข

การแก้ปัญหา PM 2.5 ให้ได้สำเร็จลุล่วง และเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน คนไทยอาจจะต้องตระหนักถึงต้นตอของปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้น และร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน รัฐ-ราชการ และธุรกิจเอกชน

“ประชาชาติธุรกิจ” ร่วมสนทนากับ “ดร.อนุชิต อนุชิตานุกูล” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP และ “นายเจน ชาญณรงค์” รองประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ ซึ่งร่วมกันศึกษาข้อมูล-ลงพื้นที่ และสะท้อนมุมมองของปัญหา การรู้เท่าทันปัญหาฝุ่น PM 2.5 และแนวทางการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนภายใต้ความร่วมมือของภาคประชาสังคม

“3 เผา” ต้นตอปัญหา “ฝุ่น”

“ดร.อนุชิต” ได้เล่าถึงความตั้งใจของการเข้ามามีส่วนร่วมในการสะท้อนปัญหาเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ว่า ตัวเองในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่เผชิญปัญหาฝุ่นจนหายใจไม่ออกและไม่สะดวก จึงอยากจะสะท้อนให้สังคมได้รับรู้ถึงปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ทั้งนี้ การจะแก้ไขปัญหาได้นั้น เบื้องต้นอาจจะต้องรู้ถึงที่มาของต้นตอการเกิด “ฝุ่น” จะมาจากปัญหาของการ “เผา” ที่มีอยู่ด้วยกัน 3 เผา ได้แก่ 1.เผาป่า 2.เผานา และ 3.เผาไร่ หากเจาะเข้าไปดูในแต่ละเผา จะพบว่า “เผาป่า” จะมีอยู่ 2 แบบ คือ เจ้าหน้าที่เผาเอง และชาวบ้านเผา ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลป่า จะมีอยู่ 2 กรม ได้แก่ 1.กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 2.กรมป่าไม้

และเผาที่ 2 คือ “เผานา” ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องหลัก เนื่องจากไม่มีหน่วยงานหรือผู้กำกับดูแล (Regulator) หรือเป็นเจ้าภาพจัดการ ทำให้ยังเห็นสัญญาณการ “เผานา” อยู่ราว 6 ล้านไร่ จำเป็นต้องหาหน่วยงานรับผิดชอบดูแลเพื่อแก้ปัญหา และเผาที่ 3 คือ “เผาไร่” จะมีด้วยกัน 2 แบบ ได้แก่ ไร่อ้อย และไร่ข้าวโพด แม้ว่าจะมีการบริหารจัดการอยู่ แต่ตัวเลขการเผายังไม่ได้ลดลง ซึ่งมองว่าต้องเชื่อมความร่วมมือไปยังภาคเอกชนด้วย

“ไทยเรามีงบฯดับไฟราว 1,000 ล้านบาท ซึ่งใช้เงินค่อนข้างเยอะเพื่อไล่ดับไฟ และตราบใดที่เรายังเข้าไม่ถึงคนจุด เราจะต้องไล่ดับและใช้งบฯเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันยังมีพื้นที่ไฟไหม้อยู่อีกราว 6 แสนไร่ และคาดว่าในปี’68 จะมีการเผามากขึ้น เพราะปีนี้เป็นปีที่เราจะเผชิญปัญหา ‘ลานีญา’ และเป็นข่าวที่ไม่ค่อยดีนัก เพราะชาวบ้านจะมีการเผาป่าเพิ่มมากขึ้น โดยคิดว่าสิ่งที่ทำถูกต้องแล้ว เพราะคิดว่าเร่งเผาก่อน และพอฝนมาไฟจะดับเอง เขาไม่ผิด ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องเข้าไปสร้างความเข้าใจและตระหนักถึงผลกระทบตามมา”

ป่าสงวนฯยังน่าห่วง ไฟยังเพิ่มขึ้น 3%

“นายเจน” ได้ขยายความถึง “การเผาป่า” ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ 2 กรม ได้แก่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  และกรมป่าไม้ ซึ่งเจาะลึกลงไป ดังนี้

1.ป่าอนุรักษ์ฯ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกรมอุทยานฯ 2.ป่าสงวนฯ ภายใต้กรมป่าไม้ และหากดูข้อมูลพบว่าในปี 2562 พื้นที่ป่าอนุรักษ์ เป็นพื้นที่ไฟไหม้ใหญ่ที่สุด และตัวเลขในปี 2564 การไหม้ประมาณ 90% จะอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ และประมาณ 65% จะอยู่ในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์

อย่างไรก็ดี ภายหลังจากมีการแต่งตั้งและปรับเปลี่ยน “อธิบดี” เข้ามาดูแล “กรมอุทยานฯ” พบว่า ภาพรวมของไฟป่าทยอยลดลง ส่วนหนึ่งเกิดจาก 2-3 ปัจจัย แต่หลัก ๆ เกิดจาก “ภาคประชาสังคม-ประชาชน” ตระหนักถึงผลกระทบจากไฟป่าสู่ปัญหาสุขภาพของคนในพื้นที่

จึงเกิดเป็นคำถามนำไปสู่แรงกดดัน จนเป็นที่มาของการยื่น “ยุทธศาสตร์ภาคเหนือ” แก้วิกฤตหมอกควันและไฟป่า รวมถึงผลักดันพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด เสนอแก่ “นายเศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีในช่วงนั้น โดยอธิบดีมีการกำหนดเป้าหมายลดไฟป่าลง ตัวเลขในปี 2566-2567 ตั้งเป้าลดลง 50% จาก 12 ล้านไร่ เหลือเพียง 6 ล้านไร่ และในปี 2568 ตั้งเป้าลดลงอีก 25% คาดว่าจะเหลือเพียง 4 ล้านไร่ แม้จะลดลงแต่ยังเป็นโจทย์ที่ยังต้องต่อสู้ต่อไป

ป่าที่น่ากังวลที่สุด คือ ป่าสวงนฯ เนื่องจากขาดเจ้าภาพเข้ามาดูแลชัดเจน ประกอบกับพื้นที่ป่าสงวนฯจะอยู่ใกล้พื้นที่ชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านมีที่ทำกิน ทำให้กฎกติกาบังคับใช้มีความผ่อนปรน (Relax) มากกว่าป่าอนุรักษ์ ทำให้การเผาป่ายังคงมีต่อเนื่องและคาดว่าจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากชาวบ้านในพื้นที่มีมุมมองและเป็นวิถีของชาวบ้านในการเผาป่าเพื่อล่าสัตว์ เพื่อหาผักหวานหรือเห็ดเผาะ จึงใช้ป่าแบบไม่ยั่งยืน โดยคาดว่าไฟป่าในปี 2568 ยังคงเพิ่มขึ้นอีก 3% จากปีก่อนไฟไหม้ป่ากว่า 6 ล้านไร่

“ตัวเลขไฟไหม้ป่าอนุรักษ์เริ่มลดลง เพราะมีแผนชัดเจนและมีอธิบดีคอยดูแล จะเห็นข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้มีการสั่งปิด 2 ป่าในพื้นที่ เพราะมีไฟป่าเพิ่มขึ้น 30% แต่ป่าสงวนฯยังน่าห่วง เพราะไม่มีเจ้าภาพ และไม่มีอธิบดี ซึ่งสาเหตุการเผาป่าส่วนใหญ่ด้วยพื้นที่ติดชุมชน ชาวบ้านเผาป่าเพื่อล่าสัตว์ เผารังผึ้ง หรือเผาเพื่อหาผักหวานและเห็ด โดยเป็นการเผาทั้งภูเขา เพื่อให้สัตว์วิ่งออกมาหรือบางครั้งเผาเพื่อลาสัตว์เพียงแค่ 1 ตัว และบางครั้งชาวบ้านมีความเชื่อว่าเผาทั้งป่าแล้วผักหวานหรือเห็ดจะขึ้น ซึ่งเป็นการใช้ป่าแบบไม่ยั่งยืน และทุกวันนี้ยังมีไฟลุกไหม้อยู่อีกกว่า 2-3 แสนไร่ ส่วนหนึ่งมาจากกติกาไม่เข้มงวด”

จับมือเผา ผ่านบัญชีรายชื่อ “ชายชุดดำ”

หากเจาะลึกเข้าไปดูว่า “ใครเป็นคนเผา” จากการสำรวจพื้นที่ “ป่าแม่ปิง” เป็นพื้นที่เกิดไฟป่าค่อนข้างเยอะ และเป็นสาเหตุสำคัญของฝุ่นควันในพื้นที่ภาคเหนือ สะท้อนจากคนในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นโรคเกี่ยวเนื่องกับปอดทั้งสิ้น ซึ่งในพื้นที่มีประชากรราว 2,000 คน โดยในระยะหลังชาวบ้านได้รับรู้ถึงภัยที่เกิดจากไฟป่า ทำให้ชาวบ้านเกิดความร่วมมือการหาต้นตอของไฟป่าหรือคนเผา โดยมีการช่วยสังเกตการณ์กลุ่มคนที่เมื่อเข้าป่า ไฟป่าจะเกิดขึ้น จนเป็นที่มาของรายชื่อบัญชี “ชายชุดดำ”

โดยรายชื่อ “ชายชุดดำ” ที่ชาวบ้านสรุปมาให้ พบว่าจะมีอยู่ 20 คน ซึ่งหน่วยงานได้ขอให้เจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาช่วยดูรายชื่อที่มี 20 รายชื่อ วิธีการเข้าไปจะไม่ได้เป็นการใช้ความรุนแรง แต่จะเป็นการเคาะประตูเพื่อพูดคุย ทั้งนี้ ภายหลังจากพูดคุยใน 20 คน พบว่ามีจำนวน 10 คน ที่สามารถพูดคุยและปรับวิธีการเผาป่าได้ แต่อีก 10 คน จะเห็นว่า 8-10% เป็นกลุ่มคนของผู้มีอิทธิพล และเกี่ยวข้องกับการค้ายาหรือเป็นเอเย่นต์ค้ายา และเป็นผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งบางส่วนมีความยากจน ไม่รู้กฎหมาย จนเกิดเป็นการลอบวางเพลิงและเพื่อล่าสัตว์ป่า ซึ่งสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศและเกิดปัญหาหมอกควันฝุ่นในภาคเหนือ

“จากบัญชีรายชื่อชุดดำ จะเห็นว่า 10 คนที่สามารถพูดคุยได้ เราได้เข้าไปช่วยชาวบ้านเหล่านี้ให้มีงานทำ โดยการจ้างให้เป็น ‘นักอนุรักษ์’ เพื่อดูแลผืนป่าไม่ให้เกิดไฟไหม้ และช่วยให้ขาวบ้านเหล่านี้มีเงินใช้ในการดำรงชีพ อย่างไรก็ดี ในส่วนของคนที่เหลือที่ไม่สามารถพูดคุยได้ เพราะส่วนหนึ่งเป็นผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งจะเห็นว่าปัจจุบันกรมอุทยานฯได้ดำเนินการทางคดีแล้ว 150 คดี พบว่าส่วนใหญ่ศาลให้รอลงอาญาและปรับ จึงมองว่าการแก้ปัญหาอาจจะต้องมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือหมอเข้าไปดูแลด้วย รวมถึงอยากต่อยอดในเรื่องของบัญชีรายชื่อ ‘ชายชุดดำ’ หากสามารถทำได้และกระจายในหลายพื้นที่จะช่วยได้มาก”

Data หัวใจสำคัญ กดดัน “จำเลย” ปรากฏตัว

สำหรับภาพรวมการเผาไร่ 3 แบบ จะเห็นว่า การเผาไร่อ้อย จาก 9 ล้านไร่ เหลือ 1.5 ล้านไร่ มองว่า ประเทศไทยไม่ควรปลูกอ้อย เนื่องจากต้นทุนการปลูกสูงกว่าต่างประเทศค่อนข้างมาก เช่น ไทยต้นทุนสูงกว่าบราซิล เพราะต่างประเทศปลูกแบบแปลงขนาดใหญ่ (Mega) และเมื่อเก็บเกี่ยวสามารถใช้รถขนาดใหญ่เก็บได้ เมื่อเทียบกับไทยที่ปลูกแปลงเล็ก ทำให้การใช้รถตัดอ้อยคันที่ใหญ่ไม่ได้ไม่คุ้ม และไม่คุ้มกับการลงทุน เพราะรอบการปลูกใช้เพียง 3 เดือนเท่านั้น จึงเป็นที่มาว่าไทยไม่ควรปลูกอ้อยนานแล้ว แต่ไทยไม่สามารถเลิกปลูกได้ เพราะการปลูกอ้อยมีเรื่องของนายทุนและการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

ขณะที่การเผา “ข้าว” ยังมีการเผาอยู่ 6 ล้านไร่ ซึ่งมีความคิดของการทำข้อมูลรายบัญชี รายแปลง เพื่อดูว่าแปลงที่เกิดการเผาเป็นแปลงไหน พื้นที่ไหน และใครรับผิดชอบ จะได้มีข้อมูลที่แม่นยำและชัดเจน ซึ่งปัจจุบันข้าวยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลชัดเจน เพราะกรมการข้าวยังนิ่ง แต่ข้อมูลรายแปลงจะอยู่ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมที่ดิน เป็นผู้ดูแล อย่างไรก็ดี อาจจะต้องรอดูกฎหมาย “อากาศสะอาด” ที่น่าจะได้เห็นในไตรมาสที่ 3/2568 โดยจะมีกองทุนดูแลคนที่เป็นผู้ดูแลป่า และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมคนที่เผาป่า และในอนาคตอาจจะแยกสินค้าที่แปะฉลากผลิตภัณฑ์แยกระหว่าง “เผา” และ “ไม่เผา”

ส่วนการเผา “ไร่ข้าวโพด” แม้จะไม่เยอะมาก แต่ต้องพัฒนาระบบข้อมูลดาวเทียม เพราะไร่ข้าวโพดแปลงเล็ก และการเผาเกิดจากปัจจัยข้ามแดน เพราะประเทศ สปป.ลาว เป็นประเทศที่เผาไร่ข้าวโพดเยอะที่สุดในลุ่มแม่น้ำโขงทะลุประเทศเมียนมาแล้ว ซึ่งเป็นปัจจัยไม่เบาที่ต้องติดตาม

“แม้ว่าปัจจุบันเรามีการพัฒนาระบบข้อมูลดาวเทียมแล้ว แต่ต้องเพิ่มรีโมตไซซิ่งเพิ่มเติม เพื่อให้เราสามารถตรวจจับการเผาไหม้ และมีดัชนีชี้วัดเพื่อให้สามารถตรวจได้ว่าแปลงไหนเป็นของใคร อยู่ที่ไหน เนื่องจากปัจจุบันภาพรวมของการเผา เรายังขาด ‘จำเลย’ หากข้อมูลเราดีและแม่นยำ ‘จำเลย’ จะปรากฏตัว ซึ่งจะช่วยให้การเผาลดลงได้ ดังนั้น เรื่องของ ‘Data Driven’ เป็นเรื่องสำคัญ ที่จะต้องทำก่อน นอกจากนี้ กรุงเทพฯจะต้องเริ่มตระหนักถึง PM 0.1 เล็กกว่า PM 2.5 ซึ่งต้นตอมาจากการเผาเชื้อเพลิง และโรงงานภาคอุตสาหกรรม และจะเป็นต้นตอของโรคมะเร็ง ซึ่งจะเป็นปัญหาหนักในกรุงเทพฯต่อไป”

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ฝุ่น PM 2.5 เผาป่า