คอลัมน์ : นั่งคุยกับห้องค้า ผู้เขียน : ดร.กอบสิทธิ์ ศิลปชัย, ซาร่า ผลพิบูลย์ ธนาคารกสิกรไทย
การกลับมาของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ในสมัยที่สอง ยังคงสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้กับตลาดการเงินเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะนโยบายภาษีนำเข้าที่มีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา โดยในวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา หรือที่ทรัมป์เรียกว่า “วันปลดแอก”
ทรัมป์ได้เดินหน้าตามสัญญาประกาศเก็บภาษีนำเข้ากับทุกประเทศคู่ค้าที่ 10% และเก็บในอัตราที่สูงกว่านั้น กับอีกราว 60 ประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐมาก ซึ่งรวมถึงไทยด้วย โดยให้มีผลวันที่ 9 เมษายนนี้ เรียกได้ว่าเป็นการเก็บภาษีที่รุนแรงกว่าที่ตลาดได้ประเมินกันไว้มาก และวันปลดแอกนี้ คงเป็นอีกหนึ่งวันที่โลกคงจารึกเอาไว้ไม่มีวันลืม
การประกาศภาษีนำเข้าได้ทำให้ดัชนีหุ้นทั่วโลกมีการปรับฐานลงอย่างรุนแรง และแห่กันเข้าไปหาสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างพันธบัตรรัฐบาล เงินเยน และฟรังก์สวิสในทันที ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐร่วงแรง โดยอ่อนค่ากว่า 7% จากจุดสูงสุดในช่วงที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา
ซึ่งสวนทางกับทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่การขึ้นภาษีนำเข้า มักจะต้องนำไปสู่การแข็งค่าของสกุลเงินนั้น ๆ แล้วเหตุใดมันจึงไม่เป็นไปตามทฤษฎี ? สาเหตุสำคัญคงมาจากความกังวลอย่างมากว่านโยบายภาษีที่แข็งกร้าวขนาดนี้อาจกดดันเศรษฐกิจสหรัฐ ให้เข้าสู่ภาวะถดถอยได้ และเฟดอาจต้องลดดอกเบี้ยลงมากถึง 5 ครั้งปีนี้ จากเดิมที่มองจะลด 2-3 ครั้งเท่านั้น
อย่างไรก็ดี อาจจะด้วยเศรษฐกิจสหรัฐ ที่เสี่ยงจะเข้าสู่ภาวะถดถอย กระแสต่อต้านจากภาคธุรกิจสหรัฐ ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หรือตลาดหุ้นที่ร่วงลงรุนแรง ทรัมป์ก็ได้ประกาศระงับการขึ้นภาษีในอัตราสูงที่เก็บ กับราว 60 ประเทศ เป็นเวลา 90 วัน หลังจากมีผลบังคับใช้ได้เพียง 13 ชั่วโมงเท่านั้น แม้จะคงการเก็บภาษีพื้นฐาน 10% กับทุกประเทศเอาไว้ และขึ้นภาษีที่เก็บกับจีนเพิ่มเติมอีกเป็น 125%
เนื่องจากจีนยังสู้ไม่ถอย ประกาศเดินหน้าเก็บภาษีกับสหรัฐ ที่ 84% แต่ตลาดก็ผ่อนคลายความกังวลลงไปมาก และดัชนีหุ้นเด้งกลับในทันที อาทิ ดัชนี S&P500 สหรัฐ ที่ปิดพุ่งขึ้นแรงเกือบ 10% จากวันก่อนหน้าที่เกือบจะเข้าสู่ภาวะตลาดหมีอยู่แล้ว ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่าเล็กน้อย และตลาดลดคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของเฟดกลับมาเหลือ 3 ครั้งสำหรับปีนี้
การเคลื่อนไหวของตลาดการเงินเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วท่ามกลางคำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้เห็นกันมาแล้วในสมัยแรกของการดำรงตำแหน่ง โดยตลาดบางส่วนคงจะคาดเดาเอาไว้บ้างว่า ทรัมป์อาจจะมาแนวนี้ ประกาศนโยบายรุนแรงไว้ก่อนเพื่อเรียกความสนใจจากคู่ค้าให้หันเข้ามาเจรจา ก่อนที่จะผ่อนให้บ้างในภายหลัง
โดยบทเรียนสำคัญคือ โลกจะต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับภาวะความไม่แน่นอนสูงไปอีกเกือบ 4 ปีที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี และเกมภาษีนี้คงจะลากยาว ไม่จบลงง่าย ๆ โดยเฉพาะกับจีนที่สู้ไม่ถอยในนัดนี้ นักลงทุนอย่างเรา ๆ ก็ควรมีความระมัดระวังสูงในช่วงนี้