Skip to content

อุตฯร้องรัฐขึ้นภาษีนำเข้า EV คลังยันต้องใช้ชิ้นส่วนในประเทศ

16 พ.ค. 2569 | 10:25น.
อุตฯร้องรัฐขึ้นภาษีนำเข้า EV คลังยันต้องใช้ชิ้นส่วนในประเทศ

กลุ่ม 10 สมาคมอุตฯยานยนต์ย้ำรัฐต้องช่วยดูแลซัพพลายเชนในประเทศ หลังได้รับผลกระทบจากการนำเข้ารถยนต์ EV จากจีน แนะถ่างภาษีสรรพสามิตรถนำเข้ากับผลิตในประเทศให้มากขึ้น กำหนดเงื่อนไขใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หรือ Local Content ด้านรมว.พลังงาน หนุนปรับตัวจากสันดาปสู่ EV คลังย้ำหารือเอกชนตลอด

นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวถึงกรณีตัวแทนทั้ง 10 สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยื่นหนังสือข้อเสนอถึงรัฐบาล ผลักดันแนวทางดูแลอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบว่า ประเด็นสำคัญที่สุดคือ การขอให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ ให้เอื้อต่อผู้ผลิตที่ลงทุนจริงในประเทศไทย

ปัจจุบันรถยนต์ EV ที่ผลิตในประเทศไทยเสียภาษีสรรพสามิต 2% ขณะที่รถนำเข้าเสียภาษี 10% หรือมีส่วนต่างเพียง 8% ซึ่งภาคเอกชนมองว่ายังไม่เพียงพอที่จะจูงใจให้ผู้ผลิตต่างชาติเลือกตั้งฐานการผลิตในไทย เพราะแม้เสียภาษีสูงกว่าแต่ต้นทุนรถนำเข้าจากจีนยังแข่งขันได้มากกว่า

ชงรัฐรื้อภาษีสรรพสามิตรถ

“เป้าหมายสำคัญของข้อเสนอ คือการรักษาฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนในประเทศไทย เพราะหลังมาตรการ EV 3.5 สิ้นสุดลงในปี 2570 หากไม่มีมาตรการรองรับใหม่ไทยอาจเผชิญภาวะหน้าผาอุตสาหกรรม ผู้ผลิตจำนวนมากอาจยุติการผลิตในไทยและกลับไปนำเข้ารถทั้งคันแทน”

นายสุโรจน์กล่าวอีกว่า รัฐบาลควรปรับระบบภาษีสรรพสามิตใหม่ ด้วยการขยายส่วนต่างให้มากกว่านี้ ให้เชื่อมโยงกับระดับการลงทุนและการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) มากขึ้น โดยผู้ประกอบการที่ลงทุนจริงในไทย ทั้งโรงงานผลิต ศูนย์วิจัย และพัฒนา (R&D) สถานีชาร์จ ระบบจัดการซากแบตเตอรี่ หรือโครงสร้างพื้นฐานด้าน EV ควรได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพิ่มเติม รวมถึงสิทธินำเข้ารถในอัตราภาษีเดิมผ่านระบบโควตา แนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตต่างชาติเข้ามาลงทุนระยะยาว แทนการใช้ไทยเป็นเพียงตลาดจำหน่ายรถนำเข้า

FTA ค้ำคอ-รัฐต้องสร้างสมดุล

นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยกล่าวอีกว่า ภาคอุตสาหกรรมยอมรับว่าไทยไม่สามารถใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้ารถจากจีนได้ เนื่องจากติดเงื่อนไขเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (FTA) ที่กำหนดภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ แต่รัฐบาลสามารถใช้กลไกภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือสร้างสมดุลการแข่งขันได้ ปัจจุบันต้นทุนการผลิตรถยนต์ของจีนต่ำกว่าไทยอย่างมาก โดยจีนผลิตรถยนต์มากกว่า 32 ล้านคันต่อปี ขณะที่ไทยผลิตเพียงประมาณ 1.45 ล้านคันต่อปี ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่างกัน

นอกจากนี้ ผู้ผลิตจีนยังมีอำนาจต่อรองวัตถุดิบสูงกว่าไทย แม้จะใช้วัตถุดิบประเภทเดียวกัน เช่น อะลูมิเนียม แร่หายาก หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่การสั่งซื้อในปริมาณมหาศาลทำให้จีนได้ต้นทุนต่ำกว่าอย่างชัดเจน ภาคเอกชนจึงเสนอให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทเป็นตัวกลางเจรจาแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อบริหารจัดการโควตาวัตถุดิบสำคัญในราคาที่แข่งขันได้ และกระจายให้
ผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นธรรม

ภาคเอกชนยืนยันว่าไม่ได้ต้องการให้รัฐบาลยกเลิกมาตรการ EV เดิม หรือเปลี่ยนเงื่อนไขย้อนหลังเพราะจะกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ แต่ต้องการให้มาตรการใหม่หลังปี 2570 โดยตัดเรื่องของการอุดหนุนด้วยเงินเป็นการสร้างแรงจูงใจด้านการลงทุนมากกว่า และจำเป็นที่ต้องเพิ่มเงื่อนไขที่รัดกุมมากขึ้น รวมถึงให้คงเงื่อนไขการผลิตชดเชยไว้ด้วย

จี้รัฐปกป้องซัพพลายเชน

ผู้ประกอบการยังเป็นห่วงผู้ผลิตชิ้นส่วนรายเล็กหรือ SMEs ซึ่งคิดเป็นกว่า 70% ของอุตสาหกรรม เนื่องจากยังขาดความพร้อมด้านเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ และซอฟต์แวร์ จึงต้องการให้รัฐบาลเร่งสนับสนุนการอัพสกิลแรงงาน และเปิดโอกาสให้ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีใหม่มากขึ้น ไทยมีศักยภาพรักษาสถานะฐานการผลิตสำคัญของอาเซียนได้ หากภาครัฐเร่งกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและสร้างสมดุล ระหว่างการเปิดรับการลงทุนต่างชาติกับการปกป้องซัพพลายเชนในประเทศ

เผย 8 ข้อเสนอแก้ปัญหา

สำหรับข้อเสนอไปยังรัฐบาล 8 ข้อ ประกอบด้วย 1.ปฏิรูปภาษีสรรพสามิต EV สร้างส่วนต่างภาษีระหว่างรถยนต์นำเข้า (CBU) กับรถที่ผลิตในไทยให้ชัดเจนและมากพอ เพื่อจูงใจการลงทุนผลิตในประเทศ 2.ปรับเกณฑ์ Local Content ให้เข้มข้นขึ้น รวมถึงเพิ่มการใช้วัตถุดิบไทย (Thai Material Content) 3.บังคับใช้ชิ้นส่วนร่วมจากผู้ผลิตไทย ด้วยการกำหนดให้ค่ายรถ EV ต้องซื้อชิ้นส่วนร่วมที่ไทยผลิตได้ เช่น แชสซี และตัวถัง

4.ปรับเงื่อนไขบีโอไอคุ้มครองผู้ประกอบการไทย หากเป็นโครงการใหม่ควรเป็นการร่วมทุน (JV) ที่คนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 40% 5.แก้ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบ โดยเสนอให้รัฐบาลเจรจาแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อบริหารโควตาและราคาวัตถุดิบต้นน้ำให้แข่งขันได้ 6.ยกระดับการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า ด้วยการเพิ่มความเข้มงวดการออก Certificate of Origin (CO) รวมถึงตรวจสอบย้อนกลับถึง Supplier ระดับ Tier 3 เพื่อป้องกันการสวมสิทธิสินค้า

7.ผลักดันการถ่ายทอดเทคโนโลยีจริงจัง เพื่อให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรม EV และ 8.ส่งเสริมการทดสอบในประเทศและมาตรฐาน ADAS ด้วยการบังคับให้รถ EV ต้องทดสอบและปรับจูนให้เหมาะกับสภาพการใช้งานในไทย

เอกนัฏชี้สันดาปต้องปรับตัว

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าวว่า นโยบายภาษีสรรพสามิตในอนาคตอาจไม่ได้พิจารณาเฉพาะผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่จะคำนึงถึงการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) มากขึ้น เพื่อกระตุ้นการลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย

กระทรวงพลังงานจำเป็นต้องเร่งส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ แม้มีต้นทุนสูงกว่าน้ำมันฟอสซิล พร้อมเปิดทางให้อุตสาหกรรมรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) เร่งปรับตัวแข่งขันกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยชี้ว่าไทยยังมีศักยภาพเป็นฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของโลกได้อีกอย่างน้อย 10 ปี

บีโอไอยันไทยฐานผลิต EV

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บีโอไอยินดีรับฟังทุกข้อเสนอ และจะนำเข้าสู่การพิจารณาในบอร์ดบีโอไอ บีโอไอทราบดีว่าขณะนี้อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค ACES ได้แก่ Autonomous, Connected, Electric และ Shared Mobility ทำให้ซอฟต์แวร์ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบแบตเตอรี่ และ ADAS กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขัน

ดังนั้นไทยมีโอกาสต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมเดิมสู่การเป็นศูนย์กลาง Smart and Green Mobility ของภูมิภาค ขณะเดียวกันประเทศไทยก็ยังมีศักยภาพที่พร้อมดึงดูดผู้ผลิต EV และชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงจากทั่วโลกเข้ามาลงทุนและส่งออก ตั้งแต่ปี 2560 ถึงมีนาคม 2569 มีคำขอรับส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม EV รวมกว่า 182,000 ล้านบาท ครอบคลุมการผลิตรถ EV แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ และสถานีชาร์จ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อไทย

คลังยันศึกษาภาษีรถใหม่อยู่

แหล่งข่าวผู้บริหารของกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า 
แนวคิดเรื่องปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ให้มีเรื่อง Local Content นั้น เป็นเรื่องที่ทางกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลังศึกษาอยู่ในไปป์ไลน์ เป็นเรื่องที่มีการหารือร่วมกันกับภาคเอกชนมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว

“เรื่องนี้ศึกษาอยู่แล้ว แต่ต้องอย่าลืมว่ามีทั้งคนที่ได้เปรียบ เสียเปรียบ แล้วต้องดูความพร้อมด้วย อย่างไรก็ดีโครงสร้างภาษีรถยนต์เพิ่งปรับมาเมื่อปลายปี 2568 คงไม่ใช่จะปรับกันบ่อย ๆ
โดยต้องบอกว่า ถ้าจบมาตรการอีวี 3.5 จะเป็นรากฐานของการผลิตรถอีวีในประเทศ ซึ่งก็ส่งสัญญาณกันมานานแล้วว่าจะลดบทบาทรถนำเข้าลงมาเพิ่มการผลิตในประเทศ”

แหล่งข่าวกล่าวว่าทิศทางของประเทศตอนนี้ต้องทรานส์ฟอร์มไปสู่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยต้องไม่ลืมว่ารัฐมีเงื่อนไขว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมอีวีนั้น จะถูกบังคับด้วยเงื่อนไขว่าต่อไปจะต้องมีการผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทย ส่วนที่เอกชนจะยื่นข้อเรียกร้อง ต้องดูนโยบายรัฐบาลว่าจะเอาอย่างไร

แบงก์ชี้ต้องอุ้มรถสันดาป

แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รัฐบาลควรดูแลให้อุตสาหกรรมรถยนต์ที่เป็นรถสันดาปยังไปต่อได้ ไม่อย่างนั้นจะกระทบกับการจ้างงานทั้งประเทศ 
โดยช่วงนี้ต้องบอกว่าธุรกิจเอกชนรัดเข็มขัดกันมากขึ้น เพราะเผชิญปัญหาหลายด้าน ซึ่งคนที่ไม่แข็งแรงก็มีโอกาสปิดตัวไปได้ก่อน ส่วนคนที่ยังพอไปได้ ธุรกิจยังพอลงทุนได้ รัฐบาลควรต้องช่วย โดยอาจจะให้รัฐวิสาหกิจเป็นตัวนำ เพื่อให้ยังมีการลงทุน ระบบหมุนเวียนต่อไปได้

“เอสเอ็มอี ถ้ารายใหญ่หน่อยก็ยังไปต่อได้ อย่างอุตสาหกรรมรถยนต์ หากปล่อยให้รถสันดาปตายก็จะตายกันหมดทั้งประเทศ แต่ถ้ารถสันดาปยังไปต่อได้ก็จะยังมีการจ้างงาน ต้องมองเป็น Policy จะแก้ปัญหาด้วยการแจกเงินอย่างเดียวคงไม่พอ เซ็กเมนต์ที่ไปต่อได้ก็ต้องสนับสนุนให้เขาไป ไม่อย่างนั้นถ้าล้มมาก็ตายกันหมด”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ภาษีนำเข้า รถ EV