Skip to content

ซีพีเอฟ มุ่งเป้า Net Zero โชว์ฟาร์มไก่ไข่พลังงานทดแทน 100%

25 เม.ย. 2568 | 08:47น.
ซีพีเอฟ มุ่งเป้า Net Zero โชว์ฟาร์มไก่ไข่พลังงานทดแทน 100%

วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทำให้เรื่องของ “พลังงานทดแทน” เป็นหัวใจสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนายั่งยืน ทั้งในระดับขององค์กรและระดับโลก โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ได้ประกาศจุดยืนเดินหน้าสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ผ่านการใช้พลังงานทดแทนในทุกกระบวนการ ตั้งแต่อาหารสัตว์ (Feed) ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ (Farm) และการแปรรูปไปสู่อาหาร (Food)

ล่าสุด ซีพีเอฟ ได้พาไปดู ฟาร์ม RE100 (Renewable Energy 100%) ฟาร์มไก่ไข่ ที่ ต.เขาวงกต อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี ประมาณ 200 ไร่ ซึ่งมีไก่ไข่รวม 5 แสนตัว มีผลผลิตไข่ไก่ 3-4 แสนฟองต่อวัน จากฟาร์มคอมเพล็กซ์ไก่ไข่ สู่การยกระดับเป็นฟาร์มที่นำพลังงานทดแทนมาใช้ ด้วยการนำมูลไก่มาผลิตก๊าซชีวภาพ สามารถผลิตไฟฟ้าใช้ภายในฟาร์มได้ประมาณ 80% สู่ฟาร์มต้นแบบที่มีการใช้พลังงานทดแทนอย่างเต็มรูปแบบ

โดย นายพีรพงศ์ กรินชัย ผู้บริหารสูงสุดสายงานวิศวกรรมกลาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ได้บอกเล่าถึงที่มาฟาร์มต้นแบบพลังงานหมุนเวียน พร้อมวางเป้าหมายที่จะขยายให้ครอบคลุมฟาร์มทั้ง 8 แห่งด้วย

พีรพงศ์ กรินชัย ซีพีเอฟ ฟาร์ม RE100
พีรพงศ์ กรินชัย

ใช้โซลาร์บวกมูลไก่ผลิตไฟ

นายพีรพงศ์ระบุว่า ฟาร์มไก่ไข่จันทบุรี เป็นฟาร์มไก่ไข่แห่งแรกของซีพีเอฟที่ใช้พลังงานทดแทน 100% ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานชีวภาพจากมูลไก่ ตามแนวคิด Waste to Value เปลี่ยนรูปของเสียให้เกิดคุณค่า ไม่ปลดปล่อยของเสียหรือมลพิษออกสู่ภายนอก โดยได้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 360 กิโลวัตต์พีก (kWp) บนหลังคาเพิ่มเติม โดยบริษัท อัลเตอร์วิม จำกัด ผู้ให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ บริษัทพันธมิตร ส่งผลทำให้ฟาร์มจันทบุรีสามารถผลิตไฟฟ้าที่เป็นพลังงานสะอาดใช้เองได้ 100%

ภายในฟาร์มยังติดตั้งระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ (EMS) ซึ่งเป็นระบบควบคุมการใช้พลังงาน ทำให้สามารถเลือกใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ ทั้งจากก๊าซชีวภาพและแสงอาทิตย์ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากภายนอก และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืน สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 1,000 ตัน CO2 ต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้มากกว่า 105,000 ต้น

ขยายเพิ่ม RE100 อีก 8 ฟาร์ม

ทั้งนี้ ซีพีเอฟยังมีเป้าหมายเพิ่มการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานจากก๊าซชีวภาพและแสงอาทิตย์ พัฒนาฟาร์มแห่งอื่น ๆ ของบริษัทให้เป็น ฟาร์ม RE100 อย่างต่อเนื่องด้วย โดยเฉพาะฟาร์มไก่ไข่ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 8 แห่ง เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น พิษณุโลก อุดรธานี ร้อยเอ็ด นครราชสีมา และสงขลา ซึ่งจะทำให้ครบทั้งหมดภายในปี 2568 นี้ เพื่อร่วมเป็นส่วนสำคัญในการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050

“ฟาร์มไก่ไข่ที่จันทบุรี ที่ใช้พลังงาน RE100 จะเป็นต้นแบบให้กับฟาร์มไก่ไข่ของบริษัทในจังหวัดต่าง ๆ เพราะเราให้ถึงศักยภาพของมูลไก่ไข่ ที่สามารถนำมาผลิตและทำให้เกิดไบโอแก๊สได้สูง สามารถผลิตเป็นพลังงานทดแทนได้มากถึง 80% โดยมูลไก่เนื้อ มูลไก่พันธุ์ ก็ยังไม่ได้ประสิทธิภาพเท่ามูลไก่ไข่ รวมไปถึงมูลของสุกรด้วย ซึ่งอาจจะเป็นผลจากการกินอาหารของไก่ไข่ ที่ทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตไบโอแก๊สได้ดี ซึ่งก่อนที่เราเริ่มศึกษาความเป็นไปได้มาก่อนแล้ว ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทำให้มีความมั่นใจและได้ดำเนินการเริ่มในปี 2568 นี้”

สำรองซื้อไฟ กฟภ.เผื่อฉุกเฉิน

นอกจากนี้ บริษัทยังมีเป้าหมายขยายไปยังฟาร์มสุกรด้วย แม้ว่ามูลสุกรการผลิตไบโอแก๊สยังเทียบเท่ากับมูลไก่ไข่ แต่ก็สามารถนำมาผลิตพลังงานทดแทนได้ประมาณ 50-60% ซึ่งก็มีความจำเป็นนำพลังงานไฟฟ้าอื่น ๆ เข้ามาเสริมด้วย เพราะต้องยอมรับว่าเราจำเป็นจะต้องมีการประเมินความเสี่ยงเรื่องของไฟฟ้าดับ ไฟฟ้าตกด้วย อย่างฟาร์มไก่ไข่ แม้การผลิตไฟฟ้าจากมูลไก่ไข่จะครอบคลุมพลังงานทดแทนที่สูง

แต่บริษัทก็ยังต้องมีพลังงานจากโซลาร์เซลล์ 20% มาเพิ่มเติมรวมไปถึงการซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เข้ามาเสริมด้วยประมาณ 5% เพราะหากไฟฟ้าดับและไฟฟ้าไม่เพียงพอภายใน 5 นาที ไก่ไข่ก็จะไม่รอด เพราะขาดอากาศและอาคารมีความร้อนเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการรองรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ทั้งนี้ เราก็ซื้อคาร์บอนเครดิตเข้ามาชดเชยด้วยซีพีเอฟ ฟาร์ม RE100

ลดต้นทุนไฟเหลือ 4 หมื่น/เดือน

นายพีรพงศ์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า บริษัทยังมีพันธมิตรจากมิตซูบิชิ เข้ามาจัดทำระบบไฟฟ้าให้กับฟาร์ม เพื่อให้สามารถสลับหมุนเวียนการใช้พลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญ หากจะนำพนักงานคอยดูแลสวิตช์เปิด-ปิด การใช้ไฟฟ้าก็อาจจะมีความล่าช้า ไม่ทันการณ์ โดยการดำเนินการของเราก็เพื่อไปสู่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้วตามเป้าหมายของบริษัท

อีกทั้งยังสามารถลดต้นทุนเรื่องของค่าไฟฟ้าไปได้มาก จากเดือนละ 4 แสนบาทลงมาเหลือ 4 หมื่นบาทต่อเดือน และเป็นการรองรับการค้า การส่งออกในอนาคต ซึ่งผู้นำเข้าให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อม แม้ว่าปัจจุบันไข่ไก่ของเราจะขายในประเทศก็ตาม

อย่างไรก็ดี ซีพีเอฟมุ่งมั่นผลิตไข่ไก่ที่มีส่วนร่วมลดโลกร้อน โดยนำเทคโนโลยีการผลิตระบบคอมเพล็กซ์มาใช้ ทั้งโรงเรือนเลี้ยงไก่ โรงคัดไข่อัตโนมัติ และโรงงานแปรรูปอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ทำให้ง่ายต่อการจัดการและประหยัดต้นทุนด้านค่าขนส่ง รวมไปถึงการควบคุมดูแลในด้านของความปลอดภัย โดยระบบเทคโนโลยีที่นำมาใช้นั้นสามารถอยู่ได้ 20-25 ปี ซึ่งก็ถือว่าเป็นการคุ้มค่าในการลงทุน

นอกจากนี้ เราให้ความสำคัญกับการนำมูลไก่มาผลิตก๊าซชีวภาพ เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ภายในฟาร์มทุกแห่ง ซึ่งก็ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายเป็นฟาร์มไก่ไข่แห่งแรกของซีพีเอฟ ที่ได้รับการรับรองเป็น RE100 Farm จาก LRQA ผู้นำตลาดในด้านการรับรองมาตรฐาน ISO