คลังชี้แจงกรณี “พิชัย” รมว.คลัง ระบุเก็บ VAT ธุรกิจที่มีรายได้ 1.5 ล้านบาท/ปี ยังเป็นแค่ไอเดีย ที่ต้องการเปลี่ยนระบบคิดภาษีผู้ประกอบการจากเดิมแบบ “เหมาจ่าย” เพื่อดัดหลังธุรกิจไม่ยอมโต-ยืนยันไม่ใช่การเก็บภาษีจากคนทั่วไป
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรณีมีข่าวเรื่องแนวคิดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากผู้ประกอบการที่มีรายได้ขั้นต่ำ 1.5 ล้านบาทต่อปี จากเดิมที่จะเก็บเฉพาะผู้ประกอบการที่มีรายได้ 1.8 ล้านบาทต่อปีขึ้นไปนั้น ขณะนี้ยังเป็นไอเดีย ในการเปลี่ยนระบบการจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการ เพื่อปิดช่อง ที่ปกติแล้ว หากผู้ประกอบการรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี ทางกรมสรรพากรจะเก็บแต่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และคิดภาษีแบบเหมาจ่าย 60%
“ปัจจุบัน ผู้ประกอบการหรือธุรกิจจำนวนไม่น้อย ที่ไม่ยอมโต เพราะถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่หากรายได้ต่ำกว่านั้น ก็เสียแบบเหมาจ่าย ซึ่งเสียน้อยกว่า ดังนั้น จึงมีไอเดียที่คุยกันว่า อาจจะเปลี่ยนระบบการคิดภาษีในส่วนนี้ แต่ไม่ใช่ไปเก็บ VAT จากประชาชนทั่วไปเพิ่มแต่อย่างใด คนทั่วไปไม่ได้รับผลกระทบ” แหล่งข่าวกล่าว
ก่อนหน้านี้ “มติชน” รายงานว่า นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงแนวทางเพิ่มการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลว่า ปัจจุบันคนรุ่นใหม่จำนวนมากหันมาทำธุรกิจ แต่มักจะยื่นแบบรายได้ของธุรกิจให้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี เพื่อไม่ต้องเข้าเกณฑ์จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม จะเสียภาษีเงินได้ส่วนบุคคล
และกรมสรรพากรอนุญาตให้หักรายจ่ายแบบเหมาจ่ายได้ อาทิ ธุรกิจที่ยื่นแสดงรายได้ต่อปี 1.5 ล้านบาท กรมสรรพากรอนุญาตให้หักรายจ่ายแบบเหมาจ่ายได้ 60% ส่วนที่เหลือนำมาเสียภาษี ก็เสียภาษีปีละหมื่นกว่าบาทเท่านั้น
นายพิชัยกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันกรมสรรพากรกำหนดว่าธุรกิจที่มีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 1.8 ล้านบาทขึ้นไป ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) นอกเหนือจากภาษีอื่น ๆ ฉะนั้นในกรณีที่ธุรกิจที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี เช่น อาจมีรายได้ 1.5 ล้านบาท อาจจะเพิ่มเป็นแวตประเภทที่ 2 เหมือนกรณีประเทศในยุโรปทำ อาจขอเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 1% ของรายได้ 1.5 ล้านบาท ประเมินว่าจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นราว 2 แสนล้านบาท
“หากสามารถขยายฐานภาษีมูลค่าเพิ่มได้กว้างขึ้น นำคนเข้าระบบให้มากขึ้น จะทำให้รัฐบาลจัดทำงบฯขาดดุลต่ำลง ปัจจุบันขาดดุลอยู่ที่ 4.4% ของจีดีพี อาจเหลือแค่ 3.5% หรือรัฐบาลนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปลงทุนในโครงการที่เป็นประโยชน์ เช่น การบริหารจัดการน้ำ เป็นต้น”