คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
ตลาดน้ำมันดิบโลกเคลื่อนไหวในทิศทางขาลงอย่างชัดเจนในช่วงสัปดาห์สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้านหนึ่งนั้นเป็นเพราะบรรดานักลงทุนแสดงอาการตอบสนองต่อ “ทรัมป์ เอฟเฟ็กต์” ที่กังวลกันว่า นโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะส่งผลให้การค้าโลกชะงักและชะลอตัว ซึ่งทำให้การผลิตทั่วโลกลดลง อันเป็นการลดความต้องการน้ำมันทั่วโลกลงตามไปด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น “โอเปกพลัส” องค์กรของประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ที่มีซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย เป็นหัวเรือใหญ่ ยังเคลื่อนไหวในทิศทางที่ชวนประหลาดใจ ด้วยการประกาศปรับเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันของกลุ่มเพิ่มขึ้นอีก 411,000 บาร์เรลต่อวัน ในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ กลายเป็นความกังวลว่าจะก่อให้เกิดปัญหาจากภาวะ “น้ำมันท่วมตลาด” เมื่อเกิดขึ้นประจวบเหมาะกับที่ความต้องการน้ำมันทั่วโลกลดต่ำลง
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว เป็นผลมาจากมติของที่ประชุมรัฐมนตรีน้ำมันของ 8 ชาติในกลุ่มโอเปกพลัส เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2025 ที่ผ่านมา หลังจากที่เคยเซอร์ไพรส์ตลาดน้ำมันมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนเมษายน ด้วยการประกาศเพิ่มการผลิตเพื่อส่งน้ำมันดิบออกสู่ตลาดให้มากขึ้นอีกวันละ 411,000 บาร์เรลเช่นเดียวกัน
ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์ความต้องการน้ำมันทั่วโลก ตกอยู่ในภาวะผันผวนอย่างหนักจาก “สงครามการค้า” ที่ส่งผลลัพธ์ทำให้ราคาน้ำมันดิบอ้างอิงของตลาดโลกอย่าง ราคาน้ำมันดิบชนิดเบรนต์ ลดลงมากถึงเกือบ 1 ใน 5 ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เป็นการดิ่งลงรายเดือนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบ 3 ปีครึ่งเลยทีเดียว
ฮอร์เก้ เลออน อดีตเจ้าหน้าที่ของโอเปกที่ปัจจุบันทำหน้าที่อยู่ในบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงานแห่งหนึ่งระบุว่า ความเคลื่อนไหวเมื่อเดือนเมษายนเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เกิดการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของโอเปกพลัสครั้งสำคัญ เขาเชื่อว่าการปรับเพิ่มกำลังการผลิตเมื่อเดือนที่แล้วเป็นการส่งสัญญาณเตือน ก่อนที่จะ “โยนระเบิดลงสู่ตลาด” ด้วยการประกาศเพิ่มการผลิตซ้ำอีกครั้งในเดือนนี้
ในความเห็นของเลออน สัญญาณที่โอเปกพลัส ซึ่งนำโดยซาอุดีอาระเบียแสดงออกมา ก็คือการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ ด้วยการหันมาไล่ล่าส่วนแบ่งการตลาดของตนเองให้เพิ่มมากขึ้น หลังจากเคยใช้วิธีการปรับลดกำลังการผลิตมาอย่างต่อเนื่องนานหลายปี

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โอเปกพลัส ปรับลดกำลังการผลิตลงรวมแล้วมากกว่า 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งในช่วงแรก ๆ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัวอยู่ในระดับสูง ไม่ต่ำกว่า 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อเนื่องแทบจะเกือบตลอดทั้งปี 2022 แต่ยุทธศาสตร์นี้ค่อย ๆ เสื่อมประสิทธิภาพลงในช่วงระยะหลังมานี้ เมื่อความต้องการน้ำมันคลายตัวลง ผลผลิตน้ำมันในสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ชาติสมาชิกโอเปกพลัสเองก็ขาดวินัย ไม่ยอมรักษาโควตาการผลิต ลักลอบเพิ่มผลผลิตอยู่ตลอดเวลา
ความตึงเครียดในโอเปกพลัสเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกรณีของ “คาซัคสถาน” ซึ่งตัดสินใจขยายกำลังการผลิตจากแหล่ง เทนกิซ ของตนเองขึ้น พร้อมกับแสดงท่าทีออกมาอย่างชัดเจนว่า จำเป็นต้องรักษา “ผลประโยชน์ของประเทศ” มากกว่าการรักษาโควตาของกลุ่ม ซึ่งส่งผลให้ ซาอุดีอาระเบีย ตัดสินใจตอบโต้ด้วยการเริ่มผ่อนคลายยุทธศาสตร์จำกัดปริมาณน้ำมัน นำไปสู่การผลักดันให้เพิ่มผลผลิตขึ้นในที่สุด นักวิเคราะห์เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นสืบเนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นในซาอุดีอาระเบีย คำถามก็คือ อะไรเกิดขึ้นที่นั่นกันแน่
คำตอบอย่างรวบรัดที่สุดก็คือ รัฐบาลซาอุดีอาระเบียเริ่มมีปัญหาในการบริหารจัดการงบประมาณ เมื่อราคาน้ำมันลดต่ำลงในระยะหลังบีบให้รัฐบาลต้องเริ่มตัดทอนรายจ่ายเพื่อจำกัดขนาดของการขาดดุลงบประมาณและการสร้างภาระหนี้ของรัฐบาล โครงการสำคัญ ๆ ภายใต้ “ซาอุดี วิชั่น 2030” ที่เริ่มวางแผนกันมาตั้งแต่ปี 2016 บางส่วนแล้วเสร็จและดำเนินการได้แล้ว อาทิ โครงการรีสอร์ตริมทะเลแดง
แต่อีกหลายโครงการมากเพิ่งจะเริ่ม หรืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง อาทิ โครงการพัฒนา “มหานครกลางทะเลทราย” หรือโครงการรับเป็นเจ้าภาพงานใหญ่ระดับโลกหลายรายการ อย่างเช่น เอเชียนเกมส์ฤดูหนาวในปี 2029 งานเวิร์ลด์ เอ็กซ์โป ในปี 2030 และการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในปี 2034 ทั้งหมดนี้ต้องการงบประมาณสนับสนุนมหาศาล เพื่อ “ความยิ่งใหญ่และอัศจรรย์” ตามวิสัยทัศน์ที่กำหนดเอาไว้
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมก็คือ ซาอุดีฯจำเป็นต้องสร้าง สนามกีฬาใหม่ 10 สเตเดียม หนึ่งในจำนวนนั้นจำเป็นต้องยกขึ้นสูงจากพื้น 350 เมตร สำหรับการแข่งขันสกี ที่จำเป็นต้องมี “สกีรีสอร์ต”กับ “ทะเลสาบเทียม” และ “หิมะเทียม” ควบคู่กันไปด้วย
ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ซาอุดีอาระเบียต้องแบกรับการปรับลดกำลังการผลิตเพื่อให้นโยบายจำกัดปริมาณน้ำมันในตลาดได้ผล ส่งผลให้การผลิตและส่งออกน้ำมันดิบของประเทศร่วงลงมาสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2011 เมื่อราคาน้ำมันอ่อนตัวลงจากทั้งความต้องการในตลาดโลกที่ลดลงและการลักลอบผลิตเกินโควตาของสมาชิก รายได้จากน้ำมันของซาอุดีอาระเบียที่มีสัดส่วนสูงถึง 64% ของงบประมาณในแต่ละปี ก็ไม่เพียงพออีกต่อไป เมื่อระดับราคาลดต่ำลงทำอย่างไรถึงจะมีรายได้มากเท่ากับที่เคยได้รับ คำตอบก็คือ ต้องส่งออกน้ำมันให้มากขึ้นนั่นเอง
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไม จู่ ๆ ซาอุดีอาระเบีย ถึงเปลี่ยนยุทธศาสตร์น้ำมันของตนเองกะทันหันตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา รัฐบาลซาอุดีฯไม่ต้องการแบกรับภาระหั่นการผลิตน้ำมันลงมากที่สุดในกลุ่มโอเปกพลัสอีกต่อไป ในขณะที่ชาติสมาชิกอื่น ๆ โดยเฉพาะ คาซัคสถานและอิรัก ไม่ได้รักษาวินัยของโควตาการผลิตที่ถูกกำหนดให้มาตั้งแต่เริ่มแรก และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ราคาน้ำมันทรุดตัวลงสู่ระดับต่ำ ด้วยการแสวงหาส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นแทนที่
ภายใต้สถานการณ์ภายในของซาอุดีอาระเบีย บวกกับปริมาณการผลิตน้ำมันของชาติสมาชิกรายอื่น ๆ ในกลุ่มโอเปกพลัสและนอกกลุ่ม นักวิเคราะห์ตลาดน้ำมันเชื่อว่า มีโอกาสไม่น้อยที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะทรุดตัวลงสู่ระดับต่ำ ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน อย่างน้อยก็จนถึงสิ้นปีนี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจแกว่งตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับระดับปัจจุบัน หรือต่ำกว่าด้วยซ้ำไป