Skip to content

การค้าโลกทุบ ศก.เหนือ หนี้ครัวเรือนพุ่ง-ไม่ผ่านกฎ ธปท.เพียบ

11 พ.ค. 2568 | 10:32น.
การค้าโลกทุบ ศก.เหนือ หนี้ครัวเรือนพุ่ง-ไม่ผ่านกฎ ธปท.เพียบ
คอลัมน์ : สัมภาษณ์

แบงก์ชาติภาคเหนือ ชี้ นโยบายความไม่แน่นอนของการค้าโลก เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจภาคเหนือ ระยะสั้นธุรกิจชะลอการตัดสินใจลงทุน รอดูความชัดเจน (Wait and See) ระยะยาวอาจเห็นการย้ายฐานการผลิต หากไทยถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าประเทศอื่น เผยการส่งออกจะแข่งขันกับราคาสินค้าจีนสูงขึ้น คาดตลาดในประเทศอาจได้รับผลกระทบจากจีนที่เข้ามาขยายตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค สิ่งทอ และเฟอร์นิเจอร์

ทรัมป์ทำธุรกิจเบรกลงทุน

นางพรวิภา ตั้งเจริญมั่นคง ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกจะกระทบกับไทยในหลายช่องทาง โดยสหรัฐอเมริกาจะเผชิญกับภาวะการหดตัวของอุปทานการผลิต (Negative Supply Shock) ส่งผลให้เงินเฟ้อของสหรัฐเพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอลง

ขณะที่ตลาดการเงินโลก จะส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ผันผวน และการตึงตัวของภาวะการเงินในประเทศ นอกจากนี้ การลงทุนบางกลุ่มจะชะลอ Wait and See จากนโยบายความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก

โดยผลระยะสั้น หากความไม่แน่นอนที่ยังสูงต่อเนื่องจะทำให้ธุรกิจชะลอการตัดสินใจทางธุรกิจและการลงทุนออกไป โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากวัตถุดิบมีต้นทุนที่สูงขึ้นจากการแย่งซื้อวัตถุดิบ ซึ่งเริ่มเห็นผลดังกล่าวบ้างแล้ว

อย่างไรก็ตาม จากการหารือกับผู้ประกอบการในกลุ่มดังกล่าวมีบางส่วนรอความชัดเจนเพื่อตัดสินใจการลงทุนใหม่จากแผนเดิมที่วางไว้ในระยะต่อไป ขณะที่ผลระยะยาว อาจเห็นการย้ายฐานการผลิตออกจากไทย หากไทยถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าประเทศอื่น โดยบางอุตสาหกรรม เช่น อาหารแปรรูป มีแผนขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นในครึ่งหลังของปี 2568 เนื่องจากสามารถส่งออกสินค้าไปที่สหรัฐได้มากขึ้นจากการส่งออกสินค้าทดแทนสินค้าจีน

ขณะเดียวกัน ผลของอัตราภาษี (Tariff) ต่อการส่งออกจะชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 และผลกระทบขึ้นอยู่กับภาษีที่ไทยจะถูกจัดเก็บเทียบกับประเทศคู่ค้า และการตอบโต้ของประเทศเศรษฐกิจหลักและสหรัฐ ทั้งนี้ ในส่วนของการส่งออก ระยะสั้น ผู้ประกอบการจะเร่งการส่งออกในไตรมาสที่ 2/2568 อาทิ อาหารแปรรูป ส่วนระยะต่อไป ผู้ประกอบการไทยจะส่งออกไปสหรัฐได้น้อยลง และจะเผชิญกับการแข่งขันจากประเทศคู่แข่งที่อาจถูกขึ้นภาษีน้อยกว่า

ขณะที่การส่งออกสินค้าของไทยที่เป็น Supply Chain ของโลก และส่งออกต่อไปสหรัฐจะชะลอลง ซึ่งการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น จะทำให้มีการนำเข้าเพิ่มขึ้น และการแข่งขันตลาดส่งออกของไทยจะรุนแรงขึ้น และจะซ้ำเติมการผลิตบาง Sector ของไทย นอกจากนี้ เศรษฐกิจที่เป็นคู่ค้าก็จะกระทบไทยด้านการส่งออกโดยรวม และรายรับการท่องเที่ยวก็อาจถูกกระทบจากเศรษฐกิจคู่ค้าที่ชะลอตัว

บรรยากาศ ศก.ภาคเหนือ

สินค้าเหนือไปสหรัฐ 7.7%

นางพรวิภากล่าวว่า แบงก์ชาติภาคเหนือได้หารือกับผู้ประกอบการพบว่า ธุรกิจส่วนใหญ่ยังดำเนินธุรกิจตามแผนเดิม โดยยังไม่เห็นการชะลอคำสั่งซื้อ โดยผู้ผลิตบางรายเร่งการส่งออกไปสหรัฐฯ อาทิ อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปผักและผลไม้ และอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ บางรายที่เร่งการส่งออก เนื่องจากลูกค้าเร่งสต๊อกสินค้า

นอกจากนี้ วัตถุดิบบางอย่างหายากขึ้น ราคาแพงขึ้น เช่น แร่หายากจากจีน เนื่องจากผู้ผลิตหลายรายต้องเร่งนำเข้าวัตถุดิบ เพื่อนำมาผลิตและส่งออกก่อนการขึ้นภาษีตอบโต้เต็มรูปแบบ ที่จะบังคับใช้ในอีก 90 วัน

ทั้งนี้ ผลกระทบทางตรงคาดว่าไม่มากนัก เนื่องจากสัดส่วนการส่งออกของภาคเหนือไปสหรัฐ เพียง 7.7% ซึ่งสินค้าหลักที่กระทบโดยตรง คือ เครื่องจักรอุปกรณ์ เกษตรแปรรูป สิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนผลกระทบทางอ้อม คาดว่าจะกระทบบางอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงจากการแข่งขันที่มากขึ้น โดยตลาดส่งออก คู่แข่งที่ได้เปรียบเรื่องภาษีและต้นทุนที่ต่ำกว่าไทย เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีต่ำ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เซรามิกและอะลูมิเนียม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันด้านราคาจากจีนในตลาดส่งออกอื่นที่ไม่ใช่สหรัฐ สำหรับตลาดในประเทศ จีนอาจเข้ามาขยายตลาดในประเทศไทยมากขึ้น เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์

คนเหนือไม่ผ่านกฎแก้หนี้เพิ่ม

นางพรวิภากล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่สำคัญของภาคเหนือ คือ ปัญหาหนี้ ซึ่งจากนโยบายการแก้หนี้ของ ธปท. ด้วยมาตรการคุณสู้ เราช่วย ที่เริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 สามารถช่วยแก้ไขหนี้ของประชาชนกลุ่มเปราะบางได้ส่วนหนึ่ง ส่วนลูกหนี้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติเข้าร่วมมาตรการ ยังได้รับคำแนะนำแก้ปัญหาหนี้ เช่น ปรับโครงสร้างหนี้ และในส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลที่เป็นหนี้เสีย ได้แนะนำคลินิกแก้หนี้ by SAM

ทั้งนี้ ในพื้นที่ภาคเหนือมีจำนวนประชาชนที่เข้ามาขอรับคำปรึกษาแก้หนี้ รวมถึงการปรึกษาแก้หนี้ แต่ไม่สามารถเข้าร่วมมาตรการเพิ่มขึ้นมากในช่วงไตรมาสแรกปี 2568

โดยครัวเรือนภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการเกษตร หนี้บ้าน และหนี้เช่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หนี้อุปโภคบริโภคอื่น ๆ ซึ่งปัญหาหลักคือ คนภาคเหนือมีศักยภาพในการชำระหนี้ได้น้อย เพราะมีรายได้น้อย (เป็นอันดับ 2 รองจากภาคอีสานที่มีรายได้ต่ำสุด) อีกทั้งเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งทำให้การหารายได้ทำได้ยากขึ้น

ทั้งนี้ โครงการคุณสู้ เราช่วย จากข้อมูลสถิติทั้งประเทศ มีลูกหนี้เข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2567-24 เมษายน 2568 มีทั้งสิ้น 1.6 ล้านบัญชี จากลูกหนี้ 1.3 ล้านราย จากการได้พิจารณาคุณสมบัติของลูกหนี้ดังกล่าว พบว่า ณ วันที่ 15 เมษายน 2568 มีลูกหนี้ผ่านคุณสมบัติจำนวน 5.3 แสนราย (คิดเป็น 27% ของลูกหนี้ที่มีสิทธิ (Eligible) รวมทั้งหมด 1.9 ล้านราย) เป็นยอดหนี้ 3.85 แสนล้านบาท (คิดเป็น 43% ของยอดหนี้ที่ Eligible ทั้งหมด 8.9 แสนล้านบาท)

บรรยากาศ ศก.ภาคเหนือ

นางพรวิภากล่าวอีกว่า แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ เช่น เกณฑ์ LTV และการลดค่าโอน/ค่าจดจำนอง แต่กำลังซื้อส่วนใหญ่ของผู้บริโภคยังคงอ่อนแอ

ส่งผลให้การขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยกับสถาบันการเงินทำได้ยาก จึงประเมินว่าการผ่อนมาตรการกระตุ้นอสังหาฯน่าจะช่วยกระตุ้นแรงซื้อในกลุ่มผู้ซื้อเพียงบางกลุ่ม ได้แก่ ผู้มีรายได้สูง ที่มีศักยภาพและไม่มีปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ (กลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งหมด)

ขณะที่โครงการคุณสู้ เราช่วย เป็นมาตรการชั่วคราวเพิ่มเติมที่ออกมาเพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและ SMEs เฉพาะกลุ่ม เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สำหรับคนที่มีปัญหาในการชำระหนี้ ซึ่งลูกหนี้ส่วนใหญ่เป็นคนที่มีภาระค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ และโครงการดังกล่าวถือเป็นนโยบายที่ออกมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชน

โดยเฉพาะกลุ่มที่ประสบปัญหาให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างตรงจุด สามารถฟื้นตัวและกลับมาชำระหนี้ได้หลังสิ้นสุดโครงการ