เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
จับตา ครม.ถกจัดทัพ บิ๊ก ขรก.เศรษฐกิจ-ตั้งโฆษกรัฐบาลคนใหม่-ร่าง กม.หนุนสตาร์ทอัพ
Politics จับตา ครม.ถกจัดทัพ บิ๊ก ขรก.เศรษฐกิจ-ตั้งโฆษกรัฐบาลคนใหม่-ร่าง กม.หนุนสตาร์ทอัพ
ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
News ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
Economic บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
Economic ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
Business SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
News 148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
Tech เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ดูทั้งหมด

บาทอ่อนค่า ขานรับสงบศึกสงครามการค้า

13 พ.ค. 2568 | 18:09น.

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 13 พฤษภาคม 2568

ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (13/5) ที่ระดับ 33.37/38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (13/6) ที่ระดับ 32.99/33.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ วานนี้ (12/5) โดยนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ เปิดเผยในการแถลงข่าว ณ เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า สหรัฐและจีนได้เห็นพ้องที่จะระงับการเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (reciprocal tariffs) ระหว่างสหรัฐและจีนเป็นระยะเวลา 90 วัน

โดยสหรัฐจะปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจีนจาก 145% เป็น 30% ขณะที่จีนจะปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ จาก 125% เหลือเพียง 10% เช่นกัน อัตราภาษีนำเข้าในระดับดังกล่าวจะทำให้การค้าระหว่างจีนกับสหรัฐสามารถดำเนินต่อไปได้ตามปกติ ส่งผลกระทบต่อปริมาณและมูลค่าการค้าต่อกันไม่มากนัก เป็นการปรับสมดุลทางการค้าที่สหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามว่าอัตราภาษีระดับดังกล่าวจะไม่ปรับเพิ่มขึ้นหลังจากนี้ 90 วัน ทั้งนี้ ผลของการระงับมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ที่เป็นผลของการเจรจาครั้งนี้ระหว่างสหรัฐและจีน จะมีผลเริ่มต้นในวันที่ 14 พ.ค. และยังจะมีการเจรจากันอีกครั้ง

โดยทั้งสองฝ่ายจะจัดตั้งกลไกเพื่อดำเนินการหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าต่อไป โดยจะมีนายสก็อตต์ เบสเซนต์ เป็นตัวแทนของสหรัฐ และนายเหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนของรัฐบาลจีน อีกทั้งสัปดาห์นี้รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดหารือกับคู่ค้าราว 20 ราย ทั้งผู้ส่งออกรายใหญ่และเขตเศรษฐกิจเล็ก ๆ

ด้านปัจจัยภายในประเทศ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงผลกระทบของสงครามการค้าครั้งนี้ ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับ 4 เฟสสำคัญ ได้แก่ เฟสแรก ช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญผลกระทบ,

เฟสที่สอง ช่วงที่เศรษฐกิจไทยเผชิญผลกระทบรุนแรง ทำให้เศรษบกิจไทยตกต่ำที่สุด โดยคาดจะเห็นได้ในไตรมาส 4 ปีนี้, เฟสที่สาม ช่วงของการฟื้นตัว และเฟส 4 หลังพายุผ่านพ้นไปที่ไทยต้องปรับตัว หากยังอยู่แบบเดิม โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่ำแบบเดิมมีค่อนข้างสูง แต่โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตกว่าเดิมก็มีจากการหันไปค้าขายกับประเทศอื่น ๆ มากขึ้น

ดังนั้น การลดดอกเบี้ยก็เพื่อให้นโยบายการเงินมีส่วนเอื้อช่วยรองรับการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย เป็นส่วนหนึ่งการนำมาพิจารณาตัดสินใจลดดอกเบี้ย แต่ภายใต้ Policy space ที่มีจำกัดก็ต้องใช้อย่างระมัดระวังและการรักษาเสถียรภาพเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 33.14-33.46 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 33.20/21 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

Advertisement

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (13/5) ที่ระดับ 1.1105/08 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (13/5) ที่ระดับ 1.1244/46 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ถึงแม้นางอิซาเบล ชนาเบล กรรมการบริหารธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตือนว่า ECB ควรหยุดการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกอาจผลักดันเงินเฟ้อให้พุ่งเกินเป้าหมาที่ระดับ 2% ในระยะกลาง และเห็นว่าดอกเบี้ยในขณะนี้อยู่ในระดับที่ไม่ขัดขวางการเติบโตของเศรษฐกิจแล้ว

โดยการคงดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบันจะช่วยให้ ECB มีความยืดหยุ่นในการรับมือกับความไม่แน่นอนและผลกระทบที่เป็นไปได้จากการตอบโต้มาตรการภาษี แต่ทาง ECB ยังคงมีแนวโน้มที่จะปรับลดดอกเบี้ย อีกครั้งในการประชุมวันที่ 5 มิถุนายนนี้

ทั้งนี้ ตลาดการเงินคาดการณ์ว่า ECB1 มีโอกาส 90% ที่จะลดดอกเบี้ยลงอีกในเดือน มิ.ย. และอาจลดอีก 2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวกรอบระหว่าง 1.1088-1.1124 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1110/11 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (13/5) ที่ระดับ 148.25/27 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเล็กน้อยเมื่อวันศุกร์ (13/5) ที่ระดับ 145.31/33 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ วันนี้ (13/5) โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยรายงานสรุปความคิดเห็น (Summary of Opinions) ของกรรมการ BOJ โดยระบุว่า ในการประชุมเมื่อวันที่ 30 เม.ย.-1 พ.ค.ที่ผ่านมา กรรมการบางส่วนเล็งเห็นโอกาสที่ BOJ จะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง หากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐมีความชัดเจนมากขึ้น

แม้กรรมการส่วนใหญ่มองว่าภาษีศุลกากรของสหรัฐจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น แต่กรรมการบางคนกล่าวว่าผลกระทบดังกล่าวไม่น่าจะเส้นทางสู่การบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% อย่างยั่งยืนของ BOJ ต้องหยุดชะงัก

นอกจากนี้ วันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา นายชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เผยว่า การหารือเริ่มลงตัว ความสัมพันธ์ของญี่ปุ่นกับนายทรัมป์เป็นไปด้วยดี และมีเป้าหมายจะขจัดภาษีศุลกากรทั้งหมดในการเจรจาการค้าของสหรัฐให้เป็น 0% ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 147.62-148.45 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 147.89/90 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่สำคัญในวันนี้ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดย่อม เดือน เม.ย. จากสหพันธ์ธุรกิจอิสระแห่งชาติสหรัฐ (NFIB) และ CPI เดือน เม.ย. รวมถึงอัตราว่างงานเดือน มี.ค.ของอังกฤษ และดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเดือน พ.ค. จากสถาบัน ZEW ของอียู

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.2/-8.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ 6.1/-5.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ