Skip to content

เงินบาท ยืนเหนือระดับ 33.00 หลังสงครามการค้ามีทิศทางผ่อนคลายลง

16 พ.ค. 2568 | 18:47น.
เงินบาท ยืนเหนือระดับ 33.00 หลังสงครามการค้ามีทิศทางผ่อนคลายลง

เงินบาทยืนเหนือระดับ 33.00ต่อดอลลาร์ หลังสงครามการค้ามีทิศทางผ่อนคลายลง กรณีสหรัฐและจีนได้เห็นพ้องที่จะระงับการเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (reciprocal tariffs) ระหว่างสหรัฐ และจีนเป็นระยะเวลา 90 วัน

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 13-19 พฤษภาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันอังคาร (13/5) ที่ระดับ 33.37/38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (13/6) ที่ระดับ 32.99/33.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

วานนี้ (12/5) โดยนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ เปิดเผยในการแถลงข่าว ณ เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า สหรัฐและจีนได้เห็นพ้องที่จะระงับการเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (reciprocal tariffs) ระหว่างสหรัฐ และจีนเป็นระยะเวลา 90 วัน โดยสหรัฐจะปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจีนจาก 145% เป็น 30% ขณะที่จีนจะปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ จาก 125% เหลือเพียง 10% เช่นกัน

อัตราภาษีนำเข้าในระดับดังกล่าวจะทำให้การค้าระหว่างจีนกับสหรัฐสามารถดำเนินต่อไปได้ตามปกติ ส่งผลกระทบต่อปริมาณและมูลค่าการค้าต่อกันไม่มากนัก เป็นการปรับสมดุลทางการค้าที่สหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามว่า อัตราภาษีระดับดังกล่าวจะไม่ปรับเพิ่มขึ้นหลังจากนี้ 90 วัน

ทั้งนี้ ผลของการระงับมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ ที่เป็นผลของการเจรจาครั้งนี้ระหว่างสหรัฐ และจีน จะมีผลเริ่มต้นในวันที่ 14 พ.ค. และยังคงมีการเจรจากันอีกครั้ง โดยทั้งสองฝ่ายจะจัดการตั้งกลไกเพื่อดำเนินการหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าต่อไป โดยจะมีนายสก็อตต์ เบสเซนต์ เป็สนตัวแทนของสหรัฐ และนายเหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนของรัฐบาลจีน

อีกทั้งสัปดาห์นี้รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดหารือกับคู่ค้าราว 20 ราย ทั้งผู้ส่งออกรายใหญ่และเขตเศรษฐกิจเล็ก ๆ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยดัชนี CPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ประจำเดือน เม.ย. โดยดัชนี CPI ทั่วไป (Headline CPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.3% ในเดือน เม.ย.เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 2.4% จากระดับ 2.4% ในเดือน มี.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือน เม.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3% หลังจากปรับตัวลง 0.1% ในเดือน มี.ค.

ในส่วนของดัชนี COI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.8% ในเดือน เม.ย. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 2.8% ในเดือน มี.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือน เม.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3% จากระดับ 0.1% ในเดือน มี.ค.

ไทยเสนอ 5 เรื่อง เจรจาการค้าสหรัฐ

สำหรับปัจจัยในประเทศ ในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่า ตามการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ และเป็นไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินในภูมิภาค โดยนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึง ผลกระทบของสงครามการค้าครั้งนี้ ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับ 4 เฟสสำคัญ

ได้แก่ เฟสแรก ช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญผลกระทบ, เฟสที่สองช่วงที่เศรษฐกิจไทยเผชิญผกระทบรุนแรง ทำให้เศรษฐกิจไทยตกต่ำที่สุด โดยคาดจะเห็นได้ในไตรมาส 4 ปีนี้, เฟสที่สาม ช่วงของการฟื้นตัว และเฟส 4 หลังพายุฝนพ้นไปที่ไทยต้องปรับตัว หากยังอยู่แบบเดิม โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่ำแบบเดิมที่ค่อนข้างสูง แต่โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตกว่าเดิมก็มีจากการหันไปค้าขายกับประเทศอื่น ๆ มากขึ้น

ดังนั้น การลดดอกเบี้ยก็เพื่อให้นโยบายการเงินมีส่วนเอื้อช่วยรองรับการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย เป็นส่วนหนึ่งการนำมาพิจารณาตัดสินใจลดดอกเบี้ย แต่ภายใต้ Policy space ที่มีจำกัดก็ต้องใช้อย่างระมัดระวังและการรักษาเสถียรภาพเป็นเรื่องสำคัญ

ทั้งนี้ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง แถลงความคืบหน้าการเจรจานโยบายภาษีสหรัฐว่า รัฐบาลได้ส่งข้อเสนอ 5 เรื่องไปให้ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) แล้วเพื่อความร่วมมือนำไปสู่การเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

1.ด้านอุตสาหกรรมแปรรูป และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล ดาต้า เซ็นเตอร์ เอไอ จะมีการลดอุปสรรคการค้าทั้งด้านภาษี (Tariff) และที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff)

2.การนำเข้าสินค้าจากสหรัฐในด้านพลังงาน เกษตร เครื่องบินและส่วนประกอบ อุปกรณ์บริการ

3.การเปิดตลาดสินค้าเกษตร เช่น ผลไม้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น

4.การป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างเคร่งครัด ผ่านการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งไทยได้ดำเนินการไปแล้ว

5.ส่งเสริมการลงทุนในสหรัฐมากขึ้น

ซึ่งประธานผู้แทนการค้าไทย พร้อมด้วยประธานหอการค้าไทยและภาคเอกชนอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนสหรัฐเพื่อหารือในเรื่องนี้

นอกจากนี้นายพิชัย กล่าวว่า รมว.คลังของสหรัฐ ได้แสดงท่าทีเป็นบวกต่อข้อเสนอของรัฐบาลไทย ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีจากระดับนโยบายจากสหรัฐ โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.08-33.48 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (16/5) ที่ระดับ 33.24/25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

แนะ ECB หยุดลดดอกเบี้ย

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันอังคาร (13/5) ที่ระดับ 1.1105/08 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (13/5) ที่ระดับ 1.1244/46 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ถึงแม้นางอิซาเบล ชนาเบล กรรมการบริหารธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตือนว่า ECB ควรหยุดการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกอาจผลักดันเงินเฟ้อให้พุ่งเกินเป้าหมายที่ระดับ 2% ในระยะกลาง และเห็นว่าดอกเบี้ยในขณะนี้อยู่ในระดับที่ไม่ขัดขวางการเติบโตของเศรษฐกิจแล้ว

โดยการคงดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบันจะช่วยให้ ECB มีความยืดหยุ่นในการรับมือกับความไม่แน่นอนและผลกระทบที่เป็นไปได้จากการตอบโตมาตรการภาษี แต่ทาง ECB ยังคงมีแนวโน้มที่จะปรับลดดอกเบี้ย อีกครั้งในการประชุมวันที่ 5 มิ.ย.นี้  ทั้งนี้ตลาดการเงินคาดการณ์ว่า ECB มีโอกาส 90% ที่จะลดดอกเบี้ยลงอีกในเดือน มิ.ย. และอาจลดอีก 2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี

ในขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (INSEE) เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของฝรั่งเศสเดือน เม.ย. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.6% สูงกว่าคาดการณ์ที่ 0.5% และเดือนก่อนหน้าที่ 0.2% นอกจากนี้สำนักงานสถิติของยุโรป (Eurostat) ได้เปิดเผยดัชนีภาคการผลิตภาคอุตสาหกรรมของยูโรโซนปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือน มี.ค. สูงกว่าคาดการณ์ที่ 1.9% และเดือนก่อนหน้าที่ 1.1%

ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1163-1.1264 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (16/5) ที่ระดับ 1.1189/91 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

เงินเยนยังอ่อนค่า

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันอังคาร (13/5) ที่ระดับ 148.25/27 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนคาจากระดับปิดตลาดเล็กน้อยเมื่อวันศุกร์ (13/5) ที่ระดับ 145.31/33 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ วันนี้ (13/5)

โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยรายงานสรุปความคิดเห็น (Summary of Opinions) ของกรรมการ BOJ โดยระบุว่า ในการประชุมเมื่อวันที่ 30 เม.ย.-1 พ.ค.ที่ผ่านมากรรมการบางส่วนเล็งเห็นโอกาสที่ BOJ จะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งหากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐมีความชัดเจนมากขึ้น แม้กรรมการส่วนใหญ่มองว่าภาษีศุลกากรของสหรัฐจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น แต่กรรมการบางคนกล่าวว่าผลกระทบดังกล่าวไม่น่าจะเป็นเส้นทางสู่การบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% อย่างยั่งยืนของ BOJ ต้องหยุดชะงัก

นอกจากนี้ วันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา นายชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เผยว่า การหารือเริ่มลงตัว ความสัมพันธ์ของญี่ปุ่นกับนายทรัมป์เป็นไปด้วยดี และมีเป้าหมายจะขจัดภาษีศุลกากรทั้งหมดในการเจรจาการค้ากับสหรัฐให้เป็น 0%

นอกจากนี้ คณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีอิชิบะ ชิเงรุ ของญี่ปุ่น ซึ่งมีหน้าที่จัดทำนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับรัฐบาล ได้นำเสนอแผน 5 ปีในการประชุมเมื่อวันพุธ (12/5) ที่ระบุถึงขั้นตอนต่าง ๆ ในการช่วยเหลือธุรกิจ SMEs ซึ่งครองสัดส่วนการจ้างแรงงาน 70% ของญี่ปุ่น ให้สามารถปรับขึ้นค่าจ้างได้อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากธุรกิจเหล่านี้ต้องนำเงินที่ได้จากกำไรไปใช้ในการจ้างงานมากกว่าบริษัทที่มีขนาดใหญ่

โดยแผนระยะเวลา 5 ปีดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับขึ้นค่าจ้างริงให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ 1% อย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งขั้นตอนต่าง ๆ ประกอบด้วย การลงทุนในภาครัฐและเอกชนมูลค่า 60 ล้านล้านเยน หรือราว 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้ SMEs สามารถดำเนินธุรกิจด้วยระบบดิจิทัลหรืออัตโนมัติได้ ตลอดจนเพิ่มการสนับสนุนเพื่อส่งเสริมการควบรวมกิจการและการซื้อกิจการ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (CGPI) ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเครื่องชี้วัดระดับราคาสินค้าและบริการที่ผู้ประกอบการเรียกเก็บระหว่างกัน เพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือน เม.ย. เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และชะลอตัวลงจาก 4.3% ในเดือน มี.ค. สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาค้าส่งชะลอตัวลง คือสกุลเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศถูกลง

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันและข้าวที่ยังคงแพงอยู่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับบริษัทต่าง ๆเพราะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เมื่อคิดเป็นเงินเยน ราคาสินค้านำเข้าลดลงถึง 7.2% ในเดือน เม.ย. เมื่อเทียบกับปีก่อน หลังจากที่ลดลง 2.4% ในเดือน มี.ค.

ทั้งนี้ในช่วงระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงหลังการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ โดยเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 144.98-148.33 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (16/5) ที่ระดับ 145.45/47 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ