”จุลพันธ์“ ยืนยันไม่ยกเลิกแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท พร้อมดึงกลับมาหากมีความพร้อม ชี้ยังไม่กู้เงิน 5 แสนล้าน อีก 2 สัปดาห์ชัดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้าน
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ภายใต้ที่กระทรวงการคลังเสนอว่า ในกระบวนการพิจารณาโครงการต่าง ๆ จะต้องมีความพร้อม และต้องดูอย่างละเอียด ซึ่งจากการประเมินเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 อาจมีผลกระทบที่ค่อนข้างมาก
ดังนั้น รัฐบาลจึงได้วางแผนนำเงินงบประมาณดังกล่าว ในช่วงไตรมาส 3 ให้ได้ และจะต้องเป็นงบฯผูกพันก่อนวันที่ 30 กันยายน 2568 พร้อมการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อติดตามและเร่งรัด
“รัฐบาลเชื่อว่ากรอบระยะเวลามีเพียงพอ แต่สิ่งที่สำคัญคือโครงการที่จะเข้ามาพิจารณาเม็ดเงินจะต้องลงไปถึงชุมชน โดยโครงการที่เกิดขึ้นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจจริง ๆ โดยยืนยันว่าเม็ดเงินเหล่านี้จะเกิดประโยชน์ในวงกว้าง หมุนเวียนทางเศรษฐกิจ คอยประคับประคองสถานการณ์ให้ผ่านช่วงมรสุมนี้ไปได้” รมช.คลังกล่าว
ส่วนกรณีการทบทวนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลตนั้น นายจุลพันธ์กล่าวว่า ต้องดูสถานการณ์เป็นรายไตรมาส และความเปลี่ยนแปลงจากการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐว่าเป็นอย่างไร และปัญหาสงครามการค้ากับประเทศคู่ค้าต่าง ๆ หากวันหนึ่งรัฐบาลมีความพร้อมก็จะนำมากลับพิจารณาใหม่
ส่วนเม็ดเงินที่จะนำมาแจกเท่าไหร่นั้น จะต้องไปดูในวันข้างหน้าและพิจารณาในขั้นถัดไป แต่วันนี้รัฐบาลดูความจำเป็นเร่งด่วน โดยการดึงเม็ดเงิน 1.57 แสนล้านมาใช้ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องการบริหารจัดการน้ำ การคมนาคม พัฒนามนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน
เนื่องจากเป็นการวางรากฐานระยะยาว และยังต้องไปดูเรื่องการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐ รัฐบาลต้องใช้เม็ดเงินนี้เข้าไปช่วยภายใต้กรอบกฎหมายที่มี หากลงไปแล้วประคับประคองได้ หากรัฐบาลไม่ทำอะไรเลยอาจมีความเสี่ยงในเรื่องของการว่างงานได้ วันนี้จึงต้องเรียงลำดับความสำคัญใหม่ เพราะสถานการณ์มันเปลี่ยนจริง ๆ
ทั้งนี้ ในระยะสั้นรัฐบาลจะสามารถอัดเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ แล้วก็ลงไปยังกลุ่มประชาชนต่าง ๆ ได้ เนื่องจากมีระยะเวลาอีกประมาณ 2-3 สัปดาห์ก็จะสามารถเสนอโครงการทั้งหมดออกมาเป็นหมวดหมู่ เพื่อนำลงทุนในกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งจะเห็นชัดว่าเม็ดเงิน 157,000 ล้านบาท ในระยะต้นรัฐบาลจะใช้ยังไง ขณะที่ระยะกลางก็คืองบประมาณปี’69 รวมถึงงบฯปี’70 ไปข้างหน้า รัฐบาลจะต้องวางแพลนยังไงในการที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้มีความจําเป็นที่จะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ
ส่วนกรณีการกู้เงินวงเงิน 500,000 ล้านบาท ในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ยังไม่มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ ซึ่งหากมีการนำมาใช้จริงก็ไม่สามารถลงมาได้หมดอยู่ ต้องเป็นงวด ๆ ซึ่งช่วงนี้ต้องดูงบฯ 157,000 ล้านก่อน
ทั้งนี้ การพัฒนาในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมันก็ยังเดินหน้า แอปพลิเคชั่น “ทางรัฐ” ยังมีบริการที่ภาครัฐให้กับประชาชนอีกมากมาย สุดท้ายการที่รัฐบาลจะเติมเงินในระบบเศรษฐกิจผ่านช่องทางต่าง ๆ ทางรัฐ เป็นตัวเลือกหนึ่งที่รัฐบาลพิจารณาอยู่ตลอด เช่น เรื่องของบัตรสวัสดิการในอนาคต เรื่องของการใช้โครงการที่จะเป็นด้านการท่องเที่ยว ดังนั้น ทางรัฐจึงเป็นช่องทางกลางให้กับพี่น้องประชาชนได้รับบริการจากภาครัฐต่อไป เพราะฉะนั้น มันยังเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ แล้วรัฐบาลก็ทําต่อเนื่องต่อไป
“ใช้ประโยชน์มาแล้ว และจะใช้ประโยชน์ต่อไป โครงการนี้การพัฒนาระบบไม่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลวอลเลตตั้งแต่ต้น เป็นการพัฒนาของ DGA ของกระทรวงดีอี ซึ่งพัฒนาระบบเพย์เมนต์กลาง และเราก็เกี่ยวมาใช้ในเรื่องของวอลเลต แต่ตอนนี้เมื่อวอลเลตชะลออยู่ เขาก็ยังเดินหน้าไม่ได้ หยุดทำ สุดท้ายยังเป็นแพลตฟอร์มกลางที่รัฐบาลและประชาชนใช้ประโยชน์ได้กับทุกโครงการ และหากมีโครงการเพิ่มเติม รัฐบาลเติมเงินเข้าไปผ่านบัตรสวัสดิการ เป็นต้น ก็จะเป็นเครื่องมือในการรับแลกจ่ายของประชาชนได้ต่อ ไม่ได้สูญเสียอะไร” นายจุลพันธ์กล่าว