Skip to content
ดูทั้งหมด

ถอดความคิดธุรกิจ กับวิกฤตใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม

23 พ.ค. 2568 | 07:42น.
Take off your mind

Take off your mind

คอลัมน์ : ร่วมด้วยช่วยคิด
ผู้เขียน : ศุภณิดา รัตนบุรี, ณัฐอร เบญจปฐมรงค์ ธนาคารแห่งประเทศไทย

ในอดีตไทยผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมาได้หลายต่อหลายครั้ง หวังว่าครั้งนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่มาตรการตอบโต้ทางการค้า (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐในครั้งนี้ต่างจากวิกฤตครั้งอื่น เนื่องจาก 1) เศรษฐกิจไทยยังไม่แข็งแรงนัก เพราะเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตโควิดได้ไม่นาน และกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง

2) ผลกระทบในช่วงต้นอาจเกิดขึ้นในวงจำกัดและรุนแรงน้อยกว่าวิกฤตครั้งอื่น แต่ผลกระทบอาจยาวนานและกระทบในวงกว้างขึ้น เปรียบเหมือนก้อนหินถูกโยนลงไปในบ่อน้ำที่จะกระทบ ณ จุดที่หินตกแรงสุดก่อน คือภาคการส่งออก แล้วจะเกิดแรงกระเพื่อมกระจายเป็นวงกว้างต่อภาคส่วนอื่นของเศรษฐกิจ

และ 3) มีความไม่แน่นอนสูง ยังคาดเดาได้ยากว่าจะมีก้อนหินถูกโยนลงมาในบ่อน้ำอีกกี่ก้อน เมื่อใด และขนาดของก้อนหินนั้นใหญ่เพียงใด ด้วยสหรัฐยังเปิดโอกาสให้หลายประเทศเข้าไปเจรจาอยู่ จึงยากต่อการประเมินว่า Tariff ที่จะบังคับใช้จริงอยู่ที่ระดับใด เช่นล่าสุด Tariff ระหว่างสหรัฐและจีนลดลงมาชั่วคราว เหลือเพียง 10-30% จาก 125-145% ก่อนการเจรจา ดังนั้น การประเมินผลกระทบและการมีแผนตั้งรับที่ครอบคลุมหลาย Scenario จึงจำเป็นอย่างยิ่ง

การประเมินผลกระทบจากข้อมูลเชิงตัวเลขอาจล่าช้าและไม่ทันการณ์ ข้อมูลจากการพูดคุยกับธุรกิจจึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการประเมินผลกระทบในภาพรวมและผลในแต่ละภาคส่วนของเศรษฐกิจ

เพื่อนำไปสู่การออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุดและทันท่วงที จากการพูดคุยกับธุรกิจกว่า 40 ราย ใน 1 เดือนที่ผ่านมา คาดว่าจะเห็นการเร่งส่งออกบ้างในช่วงไตรมาสที่ 2 โดยเฉพาะในหมวดอาหารและอิเล็กทรอนิกส์ จากที่สหรัฐประกาศยกเว้นการใช้ Reciprocal Tariffs แบบเต็มรูปแบบชั่วคราว 90 วัน

แต่ผลกระทบหลังจากนั้นขึ้นอยู่กับ Relative Tariffs ระหว่างไทยและคู่แข่ง ซึ่งนับเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด โดยความรุนแรงของผลกระทบต่อธุรกิจจะแตกต่างกันตามระดับกำไร ความสามารถในการต่อรองกับคู่ค้า รวมถึงการปรับตัวของธุรกิจแต่ละราย

ดังนั้น ช่วงนี้ธุรกิจจึงขอรอดูสถานการณ์และกังวลมากที่สุด คือหากไทยไม่สามารถเจรจาลด Tariff ให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ จะกระทบผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ 1) การส่งออกไปสหรัฐจะลดลง และผู้ส่งออกจะเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดส่งออกอื่น ซึ่งจะเห็นตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไป 2) ธุรกิจในประเทศจะเผชิญกับสินค้าต่างประเทศที่ทะลักเข้ามาแข่งขันรุนแรงขึ้น เพื่อแย่งชิงตลาดใหม่ทดแทนตลาดสหรัฐ

โดยเฉพาะเครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ และยังมีเครื่องปรับอากาศ และยางล้อที่อาจเผชิญปัญหา Oversupply เนื่องจากผู้ผลิตต่างชาติย้ายฐานเข้ามาผลิตในไทยมากขึ้นตั้งแต่ช่วง Trump 1.0

3) หาก Relative Tariffs ไทยสูงกว่าคู่แข่งมาก จะเห็นการเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตในระยะยาว ซึ่งจะกระทบต่อ Supply Chain และการจ้างงานในประเทศ เนื่องจากธุรกิจบางส่วนโยกคำสั่งซื้อ หรือฐานการผลิตออกจากไทย

4) ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอลง ซึ่งจะกระทบต่อการค้า การลงทุน และการเดินทางระหว่างประเทศในระยะถัดไป ในประเด็นเรื่องการย้ายคำสั่งซื้อ หรือฐานการผลิตในกรณีที่ Relative Tariffs ไทยสูงกว่าคู่แข่งมาก

กลุ่มที่มีโอกาสย้ายฐานการผลิตสูงคือ “กลุ่มธุรกิจข้ามชาติ” ที่ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากบริษัทแม่มีโรงงานอยู่หลายประเทศทั่วโลก ทำให้คำสั่งซื้ออาจถูกโยกไปยังฐานอื่นที่คุ้มทุนมากกว่าได้ง่าย อย่างไรก็ดี ความเร็วในการโยกคำสั่งซื้อหรือย้ายฐานการผลิตขึ้นกับความยากง่ายในการติดตั้งและเตรียมกระบวนการผลิต รวมถึงความพร้อมของ Supply Chain

ในประเทศปลายทางเป็นหลัก ผู้เขียนประเมินว่าเครื่องใช้ไฟฟ้ามีความเสี่ยงสูงสุด เพราะสหรัฐเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุด และมีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศค่อนข้างสูง ดังนั้น หากธุรกิจตัดสินใจย้ายฐานการผลิตจะส่งผลกระทบต่อ Supply Chain ในไทยมาก รองลงมาคือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

แม้ปัจจุบันได้รับยกเว้น Tariff ชั่วคราว แต่หากอนาคตมีการขึ้น Tariff อาจทำให้ธุรกิจกลุ่มที่ลูกค้ามีความอ่อนไหวต่อราคาสูง ตัดสินใจย้ายฐานการผลิตออกจากไทยได้ ซึ่งบางรายใช้เวลาเพียง 6 เดือน

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มอาหารที่ใช้วัตถุดิบในประเทศสูงและเชื่อมโยงกับ Supply Chain ในประเทศอย่าง SMEs และเกษตรกรจำนวนมาก ขณะที่บางสินค้าเป็น Commodity Goods อาจเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น อย่างไรก็ดี ในกลุ่มอาหารมีสัดส่วนส่งออกที่กระจายหลายตลาด

ซึ่งสหรัฐไม่ได้เป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่นัก เมื่อเทียบกับ 2 กลุ่มแรก และสินค้าอีกหลายรายการมีภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์และคุณภาพที่ดี อีกทั้งมีการส่งมอบสินค้าได้สม่ำเสมอกว่าคู่แข่ง ทำให้ไทยยังแข่งขันในตลาดอื่นได้

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ได้กล่าวมาเป็นเพียงการประเมินผลกระทบเบื้องต้นจากการพูดคุยกับธุรกิจเพียงบางส่วน ความไม่แน่นอนยังคงมีสูงมาก ทั้งในแง่ของความรุนแรง ช่วงเวลา ผู้ที่จะได้รับผลกระทบ ตลอดจนระยะเวลาในการปรับตัว

ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพื่อลดทอนผลกระทบในระยะสั้นอย่างตรงจุด ควบคู่ไปกับการติดอาวุธให้ธุรกิจปรับตัวจนพอที่จะพยุงตัวและแข่งขันต่อไปได้ ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจจำเป็นต้องมองหาแนวทางในการรับมือและปรับตัว เพื่อให้สามารถผ่านพ้นไปได้เช่นกัน

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด