ด้วยสภาพสังคมและเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนแปลง กิจวัตรประจําวันของใครหลายคนจึงเป็นการตื่นเช้ามาเสพข่าวมากมาย ทั้งเรื่องค่าครองชีพดีดตัวสวนทางกับรายได้ หลายธุรกิจถึงทางตันไม่ทำกำไรเหมือนก่อน รวมถึงกำแพงภาษีทรัมป์ที่ทำเอาหวาดหวั่นไปทั่วโลก สิ่งเหล่านี้ล้วนกระทบต่อ “สุขภาพจิต” ไม่มากก็น้อย
ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข แนะนำผ่าน “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัญหาเศรษฐกิจส่งผลทางตรงและทางอ้อมต่อสุขภาพจิต ส่วนความเครียดเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ยกตัวอย่าง หากเศรษฐกิจแย่ลง แต่มีครอบครัวช่วยซัพพอร์ต มีคนรอบข้างช่วยเหลือเกื้อกูล ก็อาจจะไม่กระทบต่อสุขภาพจิตมากนัก แต่ถ้าเศรษฐกิจแย่ แล้วคนในครอบครัวทะเลาะเบาะแว้งก็จะส่งผลลบต่อสุขภาพจิตมากขึ้น

“ตอนนี้สภาพเศรษฐกิจพลิกผันทั่วโลกก็จริง แต่ยังอยู่ในขอบเขตที่ทุกคนสามารถปรับตัวและรับมือได้ ต่างกับวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เนื่องจากไม่ได้เกิดแบบฉับพลันทันที เป็นสงครามการค้าที่เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ตัวเลขผู้ตกงานถ้าดูจริง ๆ จะพบว่าน้อยกว่าช่วงโควิด ช่วงนั้นหลายบริษัทปิดตัวลง ช่วงนี้เป็นช่วงที่ตัวเลขดีขึ้นแล้ว”
เตรียมใจรับความเปลี่ยนแปลง
แต่เมื่อต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลง กรณีหากถูกเลย์ออฟ ให้ดูว่าแก้ปัญหาแบบใดได้บ้าง ได้ค่าชดเชยมั้ย หรือหางานสำรองอื่น ๆ ที่พอทำได้มาช่วยเสริมรายได้ อาจพูดคุยกับคนในครอบครัวในการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายร่วมกัน เหล่านี้คือสิ่งที่เราสามารถจัดการแก้ปัญหาในเบื้องต้นได้
สำหรับเรื่องที่แก้ปัญหาไม่ได้ เช่น ครอบครัวไม่ให้การช่วยเหลือ ยังหางานใหม่ไม่ได้ ต้องปรับเรื่องความรู้สึกนึกคิด อาจใช้ช่วงเวลานี้ฝึกฝนทักษะด้านอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อรอที่จะได้งานที่ดีมารองรับ มีการแข่งขันที่น้อยลง เมื่อมีศักยภาพมากกว่าคนอื่น ๆ ก็มีโอกาสหางานทำได้มากกว่า
“อย่าไปกังวลกับเรื่องพยายามทำเต็มที่ในการหางานเพียงอย่างเดียว หรือคิดวกวนกับเรื่องงานที่เราเสียไป ไม่ได้ช่วยให้งานกลับมา เราอาจจะต้องเตรียมจิตใจให้พร้อม เพื่อก้าวไปสู่งานใหม่ สู่การเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ”
ดร.นพ.วรตม์แนะอีกว่า เมื่อถึงจุดที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของภาวะเศรษฐกิจที่มีผลกระทบจนเห็นได้ชัด เช่น รู้สึกไม่อยากพูดคุยกับใคร รู้สึกว่าชีวิตประจำวันกำลังเริ่มเปลี่ยนแปลงไป กินไม่ได้ นอนไม่หลับ
เมื่อถึงจุดที่เริ่มมีอุปสรรค ประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิตลดลง ให้รีบหาความรู้ในการดูแลตัวเองเบื้องต้น เช่น ดูอารมณ์ตัวเอง หมั่นบันทึกติดตามอารมณ์ตัวเอง ฝึกสติด้วยการหายใจ
แต่ถ้าทำแล้วยังไม่ดีขึ้น แน่นอนว่าการขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างเป็นเรื่องที่จำเป็น
“การเสพข่าวก็มีความสำคัญ เราควรเลือกรับข้อมูลข่าวสาร เพราะเฟกนิวส์มีมากขึ้น ข่าวเชิงลบก็มีมากขึ้นเช่นกัน เมื่อดูข้อมูลซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง จะเป็นพลังลบ เราควรหาอะไรอย่างอื่นที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย”
ที่สำคัญต้องจัดสรรแบ่งเวลาให้ดี ควบคุมปริมาณการรับข่าวสารได้ พร้อมแนะนำว่า ยิ่งมีความรู้เรื่องเศรษฐกิจ มีความรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เราควรตระหนัก แต่ไม่ควรตระหนก ควรเลือกช่องข่าวที่ไม่ใส่อารมณ์ของผู้รายงานมากจนเกินไป หรือมีการวิเคราะห์โดยนักวิชาการที่มีความรู้และความเข้าใจอย่างแท้จริง
“เชื่อว่าจะทำให้เราเกิดความตระหนัก และพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ในทุกสถานการณ์ ถ้าเรามีความยืดหยุ่น มีทักษะที่จะรับมือทั้งปัญหาเศรษฐกิจและสังคม แน่นอนผลกระทบต่อสุขภาพจิตก็จะลดต่ำลงไปด้วย”
ดร.นพ.วรตม์กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับการดูแลสุขภาพจิต ทุกคนสามารถสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตตัวเองเบื้องต้นผ่านทางเว็บไซต์สุขภาพจิต.com ซึ่งเป็นช่องทางเปิดใหม่ของกรมสุขภาพจิต ที่รวบรวมความรู้ต่าง ๆ รวมถึงการหาช่องทางโรงพยาบาลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพจิต
ในเว็บไซต์ยังมีข้อมูลให้บุคคลทั่วไปสามารถประเมินตัวเองเบื้องต้นได้ด้วย หรืออยากคุยกับใครสักคนแต่ไม่อยากไปโรงพยาบาลก็สามารถใช้สายด่วนสุขภาพจิต โทร.1323 โทร.ได้ฟรี 24 ชั่วโมง
แต่หากรู้สึกว่าตัวเองอาการหนัก อยากปรึกษาใครสักคนก็สามารถเดินเข้าไปโรงพยาบาลจิตเวชได้เช่นกัน โดยมีอยู่ 20 แห่งทั่วประเทศ หรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ โรงพยาบาลประจำจังหวัด แล้วทำนัดเพื่อเข้าพูดคุยกับจิตแพทย์ หรือปรึกษานักจิตวิทยาได้
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเสพข่าว หรือการได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ หากเราได้รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง มีความรู้ และความเข้าใจอย่างแท้จริง ก็จะสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้