Skip to content

ธอส. อุ้มลูกหนี้บ้าน ฝ่าพายุเศรษฐกิจ-เอฟเฟ็กต์ ‘ทรัมป์’

04 มิ.ย. 2568 | 09:35น.
ธอส. อุ้มลูกหนี้บ้าน ฝ่าพายุเศรษฐกิจ-เอฟเฟ็กต์ ‘ทรัมป์’

ท่ามกลางความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ระดับสูง ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐอย่าง ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ภายใต้การนำทัพของ “กมลภพ วีระพละ” กรรมการผู้จัดการ ยังคงเป้าหมายตามพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” อย่างเข้มข้น และเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ ตามนโยบายรัฐบาลต่อเนื่อง

สินเชื่อโตสวนตลาด

โดย “กมลภพ” เปิดเผยว่า ในปี 2568 ธอส.กำหนดแผนยุทธศาสตร์หลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1.การปล่อยสินเชื่อตามพันธกิจ 2.การกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ตามนโยบายกระทรวงการคลัง และ 3.การมุ่งสู่การเป็นธนาคารเพื่อความยั่งยืน ที่จะเน้นให้ความสำคัญให้ลูกค้ากลุ่มเปราะบางมีที่อยู่อาศัยอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนการสนับสนุนสินเชื่อบ้านสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุรองรับผู้สูงวัย (Aging Society) อย่างเช่น โครงการบ้าน ธอส.สร้างสุขเพื่อสูงวัย, สินเชื่อ Aging Home และสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (RM) เป็นต้น

ทั้งนี้ ผลดำเนินงาน 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) ธอส.ปล่อยสินเชื่อใหม่แล้ว 8 หมื่นล้านบาท เติบโตกว่า 30% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน (YOY) และคิดเป็น 35% ของเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อปีนี้ ที่ตั้งไว้ที่ 2.41 แสนล้านบาท โดยคาดว่ายอดสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นปี 2568 จะอยู่ราว 1.8 ล้านล้านบาท

“การเติบโตดังกล่าว ค่อนข้างสวนทางกับทิศทางตลาดและเศรษฐกิจ ซึ่ง ธอส.มีส่วนแบ่งตลาดขึ้นมาที่ 42.8% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่าธนาคารยังคงเป็นที่พึ่งของประชาชนที่มีรายได้น้อยและปานกลาง เนื่องจากธนาคารมีความยืดหยุ่น ดอกเบี้ยต่ำ และครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงมีปัจจัยบวกของมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์”

สงครามการค้ากระทบผู้กู้ 15%

ขณะที่จากนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐ ธนาคารได้ประเมินและวิเคราะห์ความเสี่ยงพบว่า มีลูกค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากภาคการส่งออกไปสหรัฐและขนส่ง ประมาณ 15% ของพอร์ตลูกค้าทั้งหมด ซึ่งอาจกระทบต่อการจ้างงาน โดยในกรณีเลวร้าย (Worst Case) อาจทำให้หนี้เสียเพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 6% จากระดับเป้าหมายที่ 5% ทั้งนี้ ยังต้องติดตามมอนิเตอร์และเฝ้าระวังลูกค้ากลุ่มดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ดี ในช่วง 7 เดือนที่เหลือของปีนี้ ธอส.ยังคาดว่าน่าจะทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ตามนโยบายภาครัฐ และช่วยเศรษฐกิจโดยรวม

ส่วนผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวที่เกิด 2 เดือนที่ผ่านมา เป็นผลกระทบระยะสั้น สะท้อนได้จากยอดโอนคอนโดมิเนียมยังปรับเพิ่มขึ้น 7.7% ซึ่งคงต้องติดตามสถานการณ์อีกระยะหนึ่ง

ระดมโปรดักต์ขานรับนโยบายรัฐ

ทั้งนี้ ธอส.ได้รับนโยบายจากนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง จัดทำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัย และมาตรการช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบาง ได้แก่ 1.สินเชื่อบ้าน “Premier Home” หนุนกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อที่อยู่อาศัย ตั้งแต่ 7 ล้านบาทขึ้นไป กรอบวงเงิน 3,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยปีแรกเริ่มต้น 1.79% ต่อปี 2.มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ (DC3) ช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ที่มีมากขึ้น เพื่อช่วยลดหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้ให้สามารถผ่อนชำระหนี้เงินกู้ให้ธนาคารต่อไปได้

3.สินเชื่อซ่อม-แต่ง และสินเชื่อซ่อม-แต่ง Plus เพิ่มเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น กรอบวงเงิน 10,000 ล้านบาท ให้กู้แก่ลูกค้า ธอส.ที่ผ่อนชำระหนี้มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี และมีประวัติผ่อนชำระที่ดี เพิ่มวงเงินให้สูงสุด 300,000 บาทต่อราย โดย 100,000 บาทแรก ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.00% ต่อปี อีก 200,000 บาท ดอกเบี้ย ปีที่ 1-3 เท่ากับ 1.99% และปีที่ 4-5 เท่ากับ 3.50%

“ธนาคารมีการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกค้า และดอกเบี้ยใหม่ของธนาคารค่อนข้างถูก ซึ่งกระทบต่อกำไรขาดทุนของ ธอส. แต่ธนาคารยอมรับได้ เพราะต้องการช่วยให้ลูกค้ามีบ้าน และมีเงินดำรงชีพ”

ช่วยผู้ประกอบการกู้แบงก์ยาก

นอกจากนี้ ธนาคารยังมีสินเชื่อ Pre Finance Premium เพิ่มวงเงินสินเชื่อพัฒนาโครงการ (Pre Finance) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ สำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ทำเลที่มีศักยภาพ 27 จังหวัด ได้แก่ กทม. EEC และภาคอีสาน ที่ต้องการซื้อที่ดิน ก่อสร้างอาคาร พัฒนาสาธารณูปโภค และค้ำประกันที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดทำโครงการ ซึ่งจะคิดอัตราดอกเบี้ยปีแรก 3.90% ต่อปี กรอบวงเงิน 5,000 ล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการที่ไม่สามารถขอสินเชื่อแบงก์พาณิชย์ได้ หากสนใจก็เข้ามาขอได้

หวังช่วยสกัดหนี้เสียไม่เกิน 5%

สำหรับมาตรการ DC3 ออกมาเพื่อช่วยลูกค้า SM ที่เริ่มผ่อนไม่ไหว ขณะเดียวกันยังมีโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าเข้าโครงการแล้ว 3.3 แสนราย หรือประมาณ 22% โดยธนาคารสามารถติดต่อลูกค้าได้ทั้งหมดแล้ว ทั้งนี้ ธนาคารพยายามช่วยเหลือลูกค้าต่อเนื่อง และเชื่อว่าลูกค้าที่มีบ้านหลังแรกจะไม่ยอมทิ้งบ้าน

ทั้งนี้ ปัจจุบันหนี้เสียของ ธอส.อยู่ที่ 5.13% จากปีก่อนอยู่ที่ 4.95% อย่างไรก็ดี เชื่อว่าจากมาตรการภาครัฐและมาตรการช่วยเหลือของธนาคารที่มีอยู่ คาดว่าปีนี้หนี้เสียจะต่ำกว่า 5% ได้