เอสไอจีจับมือ WWF เดินหน้าต่อเนื่องโครงการ Forests Forward ปีที่ 3 เลือกประเทศไทยเป็นพื้นที่ดำเนินงานปกป้องที่อยู่อาศัยของเสือ กระทิง และช้างเอเชีย พร้อมรักษาแนวชายขอบป่า สร้างความสมบูรณ์ของระบบนิเวศป่าไม้กว่า 375,000 ไร่
นายวัชรพงศ์ อึงศรีสวัสดิ์ ผู้อำนวยการเขตประเทศไทย ลาว พม่าและกัมพูชา เอสไอจี กล่าวว่า เอสไอจีได้ร่วมมือกับองค์การกองทุนสัตว์ป่าสากล (WWF) สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อป่าไม้และชุมชนโดยรอบที่พึ่งพาอาศัยป่าไม้เพื่อรักษาแนวชายขอบของป่าไม้และสร้างความสมบูรณ์ของระบบนิเวศป่าไม้บนพื้นที่กว่า 375,000 ไร่
ครอบคลุมพื้นที่หิวเขาตะนาวศรี พื้นที่สุ่มน้ำสงครามตอนล่าง และพื้นที่ดงพญาเย็น เพื่อเสริมสร้างพื้นที่อนุรักษ์ที่มีอยู่และสนับสนุนการกำหนดพื้นที่คุ้มครองใหม่ รวมถึงเพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบ ประยุกต์ใช้ และติดตามการอนุรักษ์ รวมถึงการมอบโอกาสและทางเลือกในการเลี้ยงชีพ
โดยโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ WWF Forests Forward ที่เริ่มต้นจากทั้งสององค์กรในสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี 2022 หลังจากนั้นได้ขยายความร่วมมือไปยังประเทศเม็กซิโกและมาเลเซีย รวมถึงประเทศไทยซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ป่าไม้แห่งชาติของรัฐบาลไทยด้วย
อย่างไรก็ตาม ป่าไม้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของเอสไอจี เพราะเป็นแหล่งผลิตเยื่อไม้ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตกระดาษสำหรับบรรจุภัณฑ์
ซึ่งตั้งแต่ปี 2564 เอสไอจีได้จัดหากระดาษจากป่าไม้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์กรพิทักษ์ป่าไม้ ( FSC- Certified) โครงการใหม่นี้สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของเอสไอจี ในการสร้าง ฟื้นฟู ปกป้อง และการจัดการพื้นที่ป่าไม้เพิ่มเติม 650,000 เฮกตาร์ หรือราว 4.062 ล้านไร่ภายในปี 2573
สำหรับเอสไอจี คอมบิบล็อค หนึ่งในผู้ผลิตชั้นนำของโลกที่ให้บริการด้านระบบเครื่องจักรสำหรับใช้บรรจุและบรรจุภัณฑ์กล่องสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม สัญชาติเยอรมันและและเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สวิตเซอแลนด์ (SIX)
ปัจจุบันมีสำนักงาน 23 แห่งในเอเชียแปซิฟิก โดยประเทศไทยเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อในจังหวัดระยอง ตั้งอยู่บนพื้นที่ 109,600 ตารางเมตร สำหรับผลิตจัดส่งให้กับลูกค้าในเอเชียแปซิฟิก เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น
สำหหรับกล่องบรรจุภัณฑ์ของเอสไอจี องค์ประกอบหลักทำจากกระดาษ ซึ่งได้มาจากเส้นใยของไม้ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานองค์กรพิทักษ์ป่าไม้ (FSC- Certified) ว่าเป็นวัตถุดิบหมุนเวียนที่ได้จากป่าปลูก โดยมีผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ ประกอบด้วย บรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อ (aseptic carton) บรรจุภัณฑ์แบบกล่องแช่เย็นสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม (Chilled Carton) บรรจุภัณฑ์แบบถุง/ซองพร้อมฝำ (spouted pouch) และบรรจุภัณฑ์แบบถุงในกล่อง (Bag in Box)
ภายใต้กระบวนการผลิตที่โดดเด่น เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค ความยั่งยืนเป็นส่วนสำคัญของธุรกิจของเอสไอจี โดยตั้งเป้าหมายที่จะให้บรรจุภัณฑ์ของเอสไอจีทั่วโลกมีปริมาณกระดาษถึง 90% ภายในปี 2573 ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการรีไซเคิลและพัฒนาให้ระบบการบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มสามารถรีไซเคิลได้อย่างสมบูรณ์
อย่างไรก็ดี เอสไอจีมีความมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero ) ภายในปี 2593 ในขณะเดียวกันได้ออกแบบบวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่มีคำร์บอนต่ำที่สุดรวมถึงได้มีการศึกษา ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้บรรจุภัณฑ์อะลู-ฟรี สามารถนำไปย่อยสลายได้ทั้งหมดด้วย
ด้านนายรัฐพล พิทักษ์เทพสมบัติ รองผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์ และผู้อำนวยการส่วนงานกลุ่มป่าไม้ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานประเทศไทย (WWF Thailand) กล่าวว่า โครงการ Forests Forward เป็นโปรแกรมภายใต้การดำเนินการขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) เพื่อกระตุ้นให้บริษัทต่างๆ มุ่งมั่นในการตอบแทนคืนสู่ธรรมชาติ ดูแลสภาพภูมิอากาศ
บริษัทที่เข้าร่วมกับโปรแกรม Forests Forward ต้องให้คำมั่นและมุ่งมั่นต่อเป้าหมายในการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบ การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน และการลงทุนในภูมิทัศน์ป่าไม้ การดำเนินการร่วมกันอย่างเข้มแข็งจากภาคเอกชนมีความสำคัญต่อการหยุดยั้งและฟื้นฟูป่าไม้จากการสูญเสียและความเสื่อมโทรมของป่าไม้ทั่วโลก
สำหรับความร่วมมือกับเอสไอจีส่งผลให้องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลประจำประเทศไทยได้เข้ามามีบทบาทในการปกป้อง อนุรักษ์ และฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ที่มีความสำคัญระดับโลก 3 แห่ง โดยการสนับสนุนครั้งนี้จะช่วยให้ WWF สามารถฟื้นฟูป่าที่เสื่อมโทรมได้โดยตรง
รวมถึงทำงานร่วมกับรัฐบาลและชุมชนในการกำหนดพื้นที่คุ้มครองใหม่เพื่อทำการอนุรักษ์และเชื่อมโยงป่าไม้รวมถึงสนับสนุนการอยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์ป่ารวมถึง เสือ กระทิง และช้างเอเชีย
โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินการเฟสแรก 3 ปี (ตุลาคม 2567 – ตุลาคม 2570) ซึ่งได้เริ่มมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยในเดือนมกราคม 2568 ได้มีการเริ่มจัดทำฐานข้อมูล สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับชุมชนทั้งผลกระทบเชิงบวก ประโยชน์ที่จะได้รับ รวมถึงแลกเปลี่ยนองค์ความรู้วางแผนการฟื้นฟูป่าไม้อย่างเป็นระบบ แน่นอนว่าการทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อพัฒนาระบบนิเวศและป่าไม้จะสร้างประโยชน์มหาศาล มูลค่าหรือจำนวนเงินที่ใช้กับโครงการจึงไม่สามารถระบุได้แต่แน่นอนว่าจำนวนมากกว่า 7 หลักต่อปี
สำหรับการคัดเลือกประเทศในการร่วมโครงการนั้นได้พิจารณาศักยภาพและความพร้อมประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมียนมาเองยังประสบปัญหาภายในประเทศ ส่วนลาวกับไทยก็ตัดสินใจเลือกประเทศไทยที่มีความพร้อมมากกว่าส่วนการขยายโครงการในอนาคตอยู่ระหว่างการพิจารณาเลือกประเทศที่มีความเหมาะสม คาดว่าจะขยายในแถบเอเชียเพิ่มเติมขณะเดียวกันเป้าหมายของเอสไอจีและWWF ที่ตั้งไว้จำนวน 4,000 ไร่ ในไทยประมาณ 10% มาเลเซียและเม็กซิโกประมาณ 15% รวมทั้งหมดราว 40-50% ดังนั้นจำเป็นจะต้องมีประเทศอื่นๆเข้ามาเพิ่มเติมด้วย
“ป่ารอยต่อเป็นความหวังในการอนุรักษ์ป่าไม้ แต่เราควรสร้างองค์ความรู้ ทำความเข้าใจกับชุมชน รวมถึงต่อยอดไปจนการสร้างอาชีพได้อย่างยั่งยืนโดยไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกรมอุทยานฯในการเข้าไปบริหารจัดการ ดูแลคนในพื้นที่ด้วย ” นายรัชพลกล่าว