1 กรกฎาคม 2568 อาจเป็นวันที่ แพทองธาร ชินวัตร ระทึกที่สุด ตั้งแต่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 31
และอาจเป็นวันที่รัฐบาล “สั่นคลอน” ไม่ต่างจากวันที่คลิปเสียงสนทนาถูกปล่อยออกมาในโลกออนไลน์
เพราะเป็นวันที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นัดประชุมปรึกษาคดีสำคัญ ซึ่งอาจมีพิจารณาคำร้องสำคัญที่สมาชิกวุฒิสภา 36 คน นำโดย พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา ที่ร่วมกันยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซน
และ “ขอให้ศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย”
หากศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ นายกฯ แพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่ อาจทำให้บัลลังก์อำนาจสั่นคลอน
แกะรอยอำนาจสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 82 ให้สิทธิ สส.และ สว. สามารถ จํานวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก และให้ประธานแห่งสภา ที่ได้รับคําร้อง ส่งคําร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้นั้นสิ้นสุดลงหรือไม่
ซึ่งหลักการของรัฐธรรมนูญ ที่ให้ สส.หรือ สว. ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยสมาชิกภาพของ สส. สว. และ รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ถูกเขียนไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2492 มาตรา 81
“สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนไม่น้อยกว่าห้าคน มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานสภาที่คนเป็นสมาชิก ว่าสมาชิกภาพของสมาชิกแห่งสภานั้นคนโดคนหนึ่งสิ้นสุดลงตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้และให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องนั้นไปยังคณะตุลาการ รัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย”
นับจากนั้นรัฐธรรมนูญฉบับต่อๆ มาก็นำหลักการนี้มาเขียนไว้ เช่น ในรัฐธรรมนูญ 2550 บัญญัติไว้ใน มาตรา 91 โดยกำหนดให้ สว.และ สส. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 มีสิทธิยื่นร้องประธานสภาที่ตนเป็นสมาชิก และส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้เช่นกัน
เพียงแต่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ไม่ได้ “ให้อำนาจ” ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้ สส. , สว. หรือ รัฐมนตรี , นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง หยุดปฏิบัติหน้าที่
ดังนั้น คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญ เคยวินิจฉัยคุณสมบัติของนายกฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ทั้ง
กรณี สมัคร สุนทรเวช นายกฯ คนที่ 25 ที่ถูกร้องคดีชิมไป บ่นไป
หรือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ คนที่ 28 คดีโยกย้ายถวิล เปลี่ยนศรี ออกจากเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมิชอบ
จึงไม่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ต่างจากรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 82 วรรคสอง ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ “สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่”
“เมื่อได้รับเรื่องไว้พิจารณา หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าสมาชิกผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้สมาชิกผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัย
และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยแล้ว ให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคําวินิจฉัยนั้นไปยังประธานแห่งสภาที่ได้รับคําร้องตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ให้ผู้นั้นพ้นจากตําแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้นั้นได้กระทําไปก่อนพ้นจากตําแหน่ง”

เปิดจุดมุ่งหมาย “หยุดปฏิบัติหน้าที่”
ในจุดมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ 2560 เขียนเหตุผลถึงการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ “สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่” ดังนี้
ความในวรรคสองเป็นบทบัญญัติใหม่ เพื่อกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้สมาชิกผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าสมาชิกผู้ถูกร้อง มีกรณีตามที่ถูกร้องนั้น และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้ใดสิ้นสุดลง ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับตั้งแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ และได้บัญญัติรับรองการกระทำของสมาชิกผู้นั้นว่าการพ้นจากสมาชิกภาพไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้นั้นได้กระทำไปก่อนพ้นตำแหน่ง เหตุผลที่เพิ่มความตามวรรคสองนี้เนื่องจากเคยปรากฏข้อเท็จจริงว่า เหตุที่สมาชิกที่รู้ตัวเองว่าขาดคุณสมบัตินั้นไม่สุจริต ใช้กลไกของรัฐธรรมนูญไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ โดยการให้พรรคพวกตนเข้าชื่อเพื่อเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ
“เพราะบทบัญญัติเดิมในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ (มาตรา๙๒) กำหนดไว้ว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้วไม่มีผลกระทบย้อนหลัง ทำให้สมาชิกที่รู้ว่าขาดคุณสมบัตินั้นยังคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปโดยอาศัยโอกาสดังกล่าวสร้างความชอบธรรมที่จะอยู่อีกช่วงระยะเวลาหนึ่ง”
3 นายกฯ ที่ “ถูกยื่น” ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2565 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 5 ต่อ 4 รับคำร้องที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้านยื่นขอให้พิจารณาเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่าครบ 8 ปี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 วรรคสี่ หรือไม่ พร้อมสั่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม ขณะนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ดำรงตำแหน่งควบ รมว.กลาโหม ถึงแม้ถูกศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังทำหน้าที่ รมว.กลาโหม เข้าร่วมประชุม ครม.ได้
โดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เผยแพร่การประชุมปรึกษาคดีของศาลรัฐธรรมนูญศาลระบุตอนหนึ่งว่า “ข้อเท็จจริงตามคำร้องปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่ามีกรณีตามที่ถูกร้อง จึงมีมติเสียงข้างมาก (5 ต่อ 4) ให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.2565 จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย”
อย่างไรก็ตาม พรรคร่วมฝ่ายค้าน 6 พรรค นำโดยพรรคเพื่อไทยในเวลานั้น ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยแนบเหตุผล 6 ข้อ ในคำร้องให้ศาลวินิจฉัย
ทั้งนี้ ในตอนท้ายของคำร้อง 6 พรรคฝ่ายค้าน สรุปว่า การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นไปตามประกาศพระบรมราชโองการ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีตามประกาศลงวันที่ 24 ส.ค.2557 และ พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มต้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.2557 ติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบันรวมกันแล้วเกิน 8 ปี นับแต่วันที่ 25 ส.ค.2565 ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามสำคัญที่ รธน. ปี 2560 มาตรา 170 วรรคสอง และ มาตรา 158 วรรคสี่ บัญญัติห้ามไว้อย่างชัดแจ้ง
อีกทั้งบทเฉพาะกาลตามมาตรา 264 วรรคสอง ที่บัญญัติข้อยกเว้นการมีลักษณะต้องห้ามสำหรับกรณีต้องพ้นจากตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีไว้โดยละเอียด ซึ่งยกเว้น มาตรา 170 (5) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรา 184 (1) ไว้ด้วย แต่ไม่บัญญัติยกเว้นกรณี ตามมาตรา 170 วรรคสอง และมาตรา 158 วรรคสี่ ไว้อย่างตั้งใจ
จึงต้องนำลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 170 วรรคสอง และมาตรา 158 วรรคสี่ มาบังคับใช้กับกรณีการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรวมกันแล้วเกิน 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วย

ข้ออ้างทำนองว่า ต้องไปเริ่มนับความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีจากวันที่ 6 เม.ย.2560 แทน เพราะเป็นวันที่ รธน. ปี 2560 มีผลบังคับใช้ หรือต้องไปเริ่มนับวันที่ 9 มิ.ย.2562 เพราะเป็นวันที่มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ ครั้งที่ 2 นั้น
นอกจากจะขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการจำกัดระยะเวลาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและไม่ต้องการเอื้อโอกาสให้เกิดการผูกขาดอำนาจในทางการเมืองยาวเกินไปแล้ว ยังเป็นการตีความที่ขัดกับประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามประกาศลงวันที่ 24 ส.ค.2557 และขัดแย้งกับบทบัญญัติที่ชัดแจ้งของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 170 วรรคสอง มาตรา 158 วรรคสี่ และมาตรา 264
อีกทั้งยังขัดแย้งกับบรรทัดฐานของคำวินิจฉัยที่ 5/2561 และคำวินิจฉัยที่ 7/2562 ที่วินิจฉัยเรื่องเดียวกันไว้ด้วย ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เกิน 8 ปี
ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การนับวันเริ่มดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ผิดไปจากข้อเท็จจริง ย่อมขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไปของประชาชนทุกภาคส่วนที่รับรู้ตรงกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มต้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.2557และเริ่มเข้าบริหารราชการแผ่นดินและปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.2557 ติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ข้ออ้างที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไปของประชาชนทุกภาคส่วนเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้
“และย่อมส่งผลเสียต่อทั้งประโยชน์สาธารณะของประเทศชาติและต่อศาลรัฐธรรมนูญเอง รวมทั้งยังจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
2.เศรษฐา ทวีสิน เมื่อ 23 พฤษภาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้อง 40 สว.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และนายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ กรณีตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 (ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย นายปัญญา อุดชาชน, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายจิรนิติ หะวานนท์) ไม่สั่งให้ผู้ถูกร้องที่ 1 (เศรษฐา) หยุดปฏิบัติหน้าที่

3.แพทองธาร ชินวัตร จับตา 1 กรกฎาคมนี้ ในคำร้องของ 36 สว. ขอให้ศาลพิจารณาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ระบุว่า
“ให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย เนื่องจากปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่า ผู้ถูกร้องมีความสัมพันธ์ส่วนตัวและแอบเจรจากับประธานวุฒิสภากัมพูชาในลักษณะเป็นภัยภัยต่อความมั่นคงอาณาเขตไทย และอำนาจอธิปไตยของไทย อันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงและยากแก่การเยียวยาในภายหลัง ดังนั้นเพื่อป้องกันความรุนแรงอันใกล้ที่จะถึง ประกอบกับคำร้องของผู้ร้องมีเหตุอันมีน้ำหนักที่ศาลจะวินิจฉัยให้เป็นไปตามคำร้อง จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดมาตรการหรือวิธีการเป็นการชั่วคราว โดยสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย”
เกมนิติสงครามกำลังเดือด