เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
KKP แจง Big Lot 28 ล้านหุ้น “ฐิตินันท์ วัธนเวคิน” ขาย 3.13% ให้บริษัทครอบครัว
Finance KKP แจง Big Lot 28 ล้านหุ้น “ฐิตินันท์ วัธนเวคิน” ขาย 3.13% ให้บริษัทครอบครัว
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (8 ก.ย. 69) ปรับลง 1.6% อยู่ที่ 79,019 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (8 ก.ย. 69) ปรับลง 1.6% อยู่ที่ 79,019 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (8 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
News ราคาน้ำมันวันนี้ (8 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
จับตา ครม.เคาะจัดทัพ บิ๊ก ขรก.เศรษฐกิจ ตั้งโฆษกรัฐบาล ถกร่าง กม.หนุนสตาร์ทอัพ
Politics จับตา ครม.เคาะจัดทัพ บิ๊ก ขรก.เศรษฐกิจ ตั้งโฆษกรัฐบาล ถกร่าง กม.หนุนสตาร์ทอัพ
ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
News ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
Economic บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
Economic ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
Business SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
News 148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
Tech เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
ดูทั้งหมด

จับตา ‘อุบัติการณ์’ ใหม่ ในสงครามการค้าโลก

02 ก.ค. 2568 | 08:30น.
Ursula-trump
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

ตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กระทำการในสิ่งที่หลายคนบอกว่าเป็นการขุดรากถอนโคนระเบียบการค้าโลกที่มีอยู่เดิมไปโดยสิ้นเชิง เริ่มจากการประกาศอัตราภาษีศุลกากรใหม่ จากนั้นก็ผ่อนปรนให้เวลาเพื่อเปิดทางให้มีการเจรจาต่อรอง พร้อม ๆ กับคำข่มขู่ที่ว่า หากเงื่อนไขของประเทศใด ๆ ไม่เป็นที่ชื่นชอบของสหรัฐอเมริกา ประเทศนั้น ๆ จะต้องเผชิญกับการ “ลงโทษ” ด้วยพิกัดอัตราภาษีที่สูงลิ่ว

นั่นคือรูปแบบของสงครามการค้า ที่ทรัมป์ ประกาศต่อนานาประเทศทั่วโลก ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการค้าที่รวมตัวกันหลวม ๆ หรือเป็นสหภาพที่รวมตัวกันภายใต้ข้อกำหนดกฎเกณฑ์ที่แน่ชัด เป็นรูปแบบที่ไม่ได้ใส่ใจในความเป็นจริงของการเจรจาต่อรองทางการค้า ว่าสามารถเกิดขึ้นได้หรือไม่ภายในช่วงระยะเวลาเพียง 90 วันที่กำหนดให้ เป็นรูปแบบที่สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย ก่อให้เกิดภาวะชะงักงันให้กับระบบการค้าของโลกมากกว่าอย่างอื่น

ภายใต้แรงกดดันที่ถูกสร้างขึ้นจากความไม่แน่นอน ไร้กฎเกณฑ์ ของสงครามการค้าของทรัมป์ ย่อมมีการดิ้นรนหาทางออก อุปมาเหมือนไอน้ำในกาต้มน้ำที่กำลังเดือดพล่าน สุดท้ายก็ต้องหาช่องทางระบายออกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในทำนองเดียวกัน อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน (Ursula von der Leyen) ประธานกรรมาธิการสหภาพยุโรป ที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นประธานาธิบดีแห่งสหภาพยุโรปก็ตัดสินใจว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องเลิกใช้วิธีการเจรจาต่อรองแบบธรรมดาทั่วไปกับทรัมป์เสียที

รายงานของ POLITICO เปิดเผยไว้ว่า ในช่วงท้ายของการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป (อียู) ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ฟอน แดร์ ไลเอิน เสนอแนวทางใหม่ในการรับมือกับสงครามการค้าของทรัมป์ต่อที่ประชุม และได้รับการสนองตอบในทางบวกจากที่ประชุมในวันนั้น

แนวความคิดที่ประธานกรรมาธิการอียูนำเสนอต่อที่ประชุมสุดยอดอียูในวันนั้นก็คือ การนำเอา “สหภาพยุโรป” ที่มีสมาชิกรวม 27 ประเทศเข้าร่วมกับ กลุ่มการค้าเสรีในเอเชียที่เรียกตัวเองว่า ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นเอเชีย แปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership, หรือ CPTPP) ซึ่งมีภาคีสมาชิก 12 ประเทศ หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือสหราชอาณาจักร (ยูเค) เป้าหมายสำคัญก็เพื่อ “สร้างความริเริ่มใหม่ทางการค้าระดับโลก” ขึ้นมา

ฟอน แดร์ ไลเอิน ระบุว่า การรวมกลุ่มกันดังกล่าวนี้ หากเป็นไปได้จริงจะเป็นการออกแบบระเบียบการค้าโลกที่มีกฎเกณฑ์เป็นพื้นฐานขึ้นมาใหม่ และอาจส่งผลให้เกิดการ “ปฏิรูป” หรือไม่ก็ทำหน้าที่แทน องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ซึ่งในเวลานี้อยู่ในสภาพที่พิกลพิการ ไม่อาจทำหน้าที่ขององค์กรได้โดยสิ้นเชิงก็เป็นได้

แผนที่ว่านี้จะเป็นการแสดงให้ทั้งโลกเห็นได้ว่า การค้าเสรีที่มีชาติสมาชิกอยู่เป็นจำนวนมากนั้นยังเป็นไปได้ หากวางอยู่บนรากฐานของข้อกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับ ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดก็คือ CPTPP ไม่มีสหรัฐอเมริการวมอยู่ด้วย

ประธานกรรมาธิการอียูอธิบายว่า ในอนาคต ขึ้นอยู่กับสมาชิกของอียูและ CPTPP ที่จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะอนุญาตให้สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมด้วยหรือไม่ “แต่ตามที่เข้าใจ ฝ่ายอเมริกันเป็นฝ่ายเลือกที่จะผละจากไปในจุดหนึ่งก่อนหน้านี้แล้ว” นั่นคือการถอนตัวของสหรัฐอเมริกา ทั้ง ๆ ที่เป็นตัวตั้งตัวตีหลัก ในตอนที่ความตกลงนี้ยังเป็นเพียงความตกลงทีพีพี และผู้ที่สั่งให้ถอนตัวในครั้งนั้นก็คือทรัมป์

Advertisement

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ แนวความคิดเรื่องการร่วมมืออย่างเป็นทางการมากขึ้นระหว่างอียูกับกลุ่มการค้าเสรีในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกนี้ ไม่ได้จู่ ๆ ก็ถูกนำเสนอขึ้นมา แต่แพร่หลายและถูกพูดถึงกันบ่อยครั้งในฝ่ายบริหารของอียูในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้ ในฐานะเป็นวิธีการหนึ่งที่จะตอบโต้กับสงครามภาษีของทรัมป์

“โดนัลด์ ทัสก์” นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งอียูในขณะนี้ ยืนยันชัดเจนว่าอียูจำเป็นต้องทำ “อะไรใหม่ ๆ มาก ๆ หรือบางทีอาจเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ให้เหมาะสมกับมิตรของเราจากอีกฟากของแอตแลนติก” เพื่อตอบโต้สงครามภาษีของทรัมป์

ตามรายงานข่าวระบุว่า ข้อเสนอของฟอน แดร์ ไลเอิน นี้ได้รับการตอบรับด้วยดีจากผู้นำอียูส่วนใหญ่ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ การได้รับความเห็นชอบจากหนึ่งในผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุดของสหภาพยุโรปอย่าง “ฟรีดริช เมิร์ซ” นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ที่ให้ความเห็นว่า ถ้าหากดับเบิลยูทีโอไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างที่เคยเป็นมานานหลายปี และยังคงเป็นอยู่เช่นนั้นในเวลานี้ “พวกเรา ซึ่งยังคงยึดถือว่าการค้าเสรีเป็นสิ่งสำคัญ ก็จำเป็นต้องพัฒนาอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นมาทดแทน”

ปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ก็คือ อียูเหลือเวลาเพียงไม่ช้าไม่นานก็ต้องเผชิญหน้ากับ “เส้นตาย” ที่สหรัฐอเมริกาขีดไว้ให้ทำความตกลงทางการค้า เพื่อเลี่ยงไม่ให้ถูกลงโทษโดยมาตรการทางภาษี ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยคำข่มขู่ของทรัมป์ก่อนหน้านี้ก็คือว่า หากอียูไม่สามารถทำความตกลงกับสหรัฐอเมริกาได้ภายใน 9 กรกฎาคมนี้ อาจถูกปรับขึ้นพิกัดอัตราภาษีศุลกากรสูงถึง 50%

ประเด็นที่ถกกันในที่ประชุมสุดยอดผู้นำอียู ก็คือ การเจรจาต่อรองเพื่อทำความตกลงทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ อย่างดีที่สุดจะเป็นได้เพียงแค่ความตกลงหยาบ ๆ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ความตกลงที่ดีต่ออียูอย่างแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าจะย่ำแย่มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง

ภายใต้บริบทของสงครามการค้าอย่างเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ชวนให้น่าสนใจติดตามอย่างยิ่งว่า ฟอน แดร์ ไลเอิน และอียู จะตัดสินใจอย่างไร โอนอ่อนผ่อนตามความต้องการของสหรัฐอเมริกา หรือเลือกที่จะปฏิเสธ ซึ่งจะทำให้สงครามการค้าสหรัฐอเมริกากับอียูยืดเยื้อต่อไป แล้วหันไปดำเนินการเพื่อรังสรรค์ ระเบียบการการค้าโลกใหม่ ภายใต้กรอบ CPTPP กันแน่ อีกไม่นานคงได้รู้กัน