เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เร่งแก้สารหนู-ปรอท ก่อนสะสม ‘น้ำ-ดิน’ ลำน้ำกก-โขง

11 ก.ค. 2568 | 07:25น.
zombi-duck

zombi-duck

คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ
ผู้เขียน : กฤษณา ไพฑูรย์

ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมือง และปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ทุกข์สาหัสในอีกหลายพื้นที่ถูกกลบไร้การเหลียวแล

ทั้งที่หลายเรื่องเป็นปัญหาสำคัญ ! จำเป็น ! เร่งด่วน ! ต้องได้รับการแก้ไข

โดยเฉพาะกรณีปัญหาสารโลหะหนัก ทั้งสารหนู และปรอท ที่ปนเปื้อนเกินระดับมาตรฐานในแม่น้ำหลายสายในจังหวัดเชียงราย ตัวการสำคัญเกิดจาก “การทำเหมืองแร่” ในเมียนมา โดยไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย

แม้กรมควบคุมมลพิษย้ำว่า การเกินค่ามาตรฐานของสารหนู มีค่าอยู่ในช่วง 0.011-0.037 มิลลิกรัมต่อลิตร เทียบกับค่ามาตรฐานกําหนดไว้ต้องไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ยังไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

แต่ “ปลา” ที่มีความผิดปกติ มีตุ่มตามตัวรุนแรงที่จับได้ในแม่น้ำกกเป็นผลจากได้รับสารพิษจากการทำเหมืองแร่ชัดเจน

ซึ่งสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตได้ติดตามผลตั้งแต่เดือนพฤษภาคมต่อเนื่องถึงเดือนมิถุนายน ย่อมเป็น “สัญญาณเตือนภัย” ได้เป็นอย่างดี

ล่าสุด “สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต” ได้ประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลกับนักวิชาการและเครือข่ายภาคประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง รวมทั้งประชาชนในพื้นที่รวมกว่า 30 คน ถึงข้อกังวลต่าง ๆ

หลังการประชุมได้ข้อสรุปชี้ชัด 4 ประการว่า ปัญหาที่ชาวบ้านเผชิญมาตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงวันนี้ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องขาดความเอาใจใส่อย่างจริงจัง

1.ขาดมาตรการเฝ้าระวังสารพิษในนา 1 แสนไร่ ภาครัฐยังไม่มีระบบติดตามการปนเปื้อนของสารหนู ตะกั่ว และแมงกานีส ในน้ำที่ใช้เพาะปลูก หากข้าวนาปีปนเปื้อนสารพิษ จะส่งผลต่อรายได้เกษตรกรและความปลอดภัยของผู้บริโภคโดยตรง

2.ภาครัฐผลักภาระเกษตรกรเรื่องปรับค่า pH ดิน แม้หน่วยงานรัฐแนะนำให้ใช้น้ำปนเปื้อนทำการเกษตร โดยปรับค่า pH ดิน แต่กลับไม่ให้การสนับสนุนด้านเทคนิคหรืองบประมาณ โดยไม่คำนึงถึงสารพิษชนิดอื่นที่ยังเกินค่ามาตรฐาน

3.ขาดความโปร่งใสในการเผยแพร่ข้อมูล โดยหลายหน่วยงานรัฐ เช่น สำนักงานเกษตรจังหวัด และสาธารณสุขจังหวัด ยังไม่เปิดเผยแผนและผลการตรวจสารปนเปื้อนให้ประชาชนเข้าถึง ต่างจากกรมควบคุมมลพิษที่เผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง

4.ศูนย์ข้อมูลกลางไร้ประสิทธิภาพ โดยศูนย์ข้อมูลกลางเชียงรายยังขาดความสามารถในการสื่อสารกับประชาชน เนื้อหาขาดสาระ และเน้นประชาสัมพันธ์เจ้าหน้าที่มากกว่าข้อมูลสำคัญ
นอกจากนี้ ข้อเสนอที่หน่วยงานภาครัฐคิดจะทำ “ฝายดักตะกอน” ซึ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาลก่อนหน้านี้

มีเสียงจากนักวิชาการสะท้อนว่า เกรงจะเป็นการ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขต้นเหตุจากการทำเหมืองแร่ในพื้นที่

รัฐบาลต้องเร่งเปิดโต๊ะเจรจา ! ในเมื่อคุยกับกลุ่มว้าแดงที่คุมพื้นที่เป็นเรื่องยาก อาจจะต้องใช้ทางอ้อมเจรจาผ่านรัฐบาลจีน เนื่องจากผู้ประกอบการที่เข้าไปทำเหมือนแร่ส่วนใหญ่ล้วนเป็น “ทุนจีน” เกือบทั้งสิ้น…เรื่องนี้ยิ่งนานหวั่นสารพิษจะสะสมในน้ำ ในดิน ไม่เพียงคนเชียงรายเท่านั้น แต่สายน้ำไหลตลอดต่อเนื่องถึงลำน้ำโขงจะกระทบอีกกี่จังหวัดมากมาย อันตรายจริง ๆ