ลากยาว 11 เดือนเต็ม “ไร้ ผอ.” กองทุนน้ำมันฯใหม่ แคนดิเดต 2 รายรอบก่อนวืด เปิดรับสมัครรอบใหม่ถึง ส.ค. ลุ้นเคาะชัดเจนปีนี้ ซ้ำสถานะยังติดลบกว่า 3 หมื่นล้าน แบกหนี้กว่า 5.4 หมื่นล้าน
สถานการณ์ “ไร้ผู้อำนวยการ” ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ลากยาวเข้าสู่เดือนที่ 11 หลังนายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ พ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการ สกนช. เนื่องจากครบวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 ส่งผลให้การขับเคลื่อนกลไกบริหารกองทุนน้ำมันฯยังคงดำเนินการในรูปแบบ “รักษาการ” ท่ามกลางความผันผวนของต้นทุนเชื้อเพลิงและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
แม้กระทรวงพลังงานได้เปิดรับสมัครผู้อำนวยการกองทุนน้ำมันฯคนใหม่ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์-21 มีนาคม 2568 เพื่อแก้ไขปัญหาตำแหน่งว่าง แต่กระบวนการสรรหากลับประสบอุปสรรคที่ไม่คาดคิด มีผู้สมัครเข้าร่วมสรรหาจำนวน 2 ราย ได้แก่ พลโท ดร.กฤตภาส คงคาพิสุทธ์ อดีตรองเจ้ากรมการพลังงานทหาร และนายสมบูรณ์ หน่อแก้ว อดีตรองปลัดกระทรวงพลังงาน โดยทั้งสองผ่านการแสดงวิสัยทัศน์และประเมินความเหมาะสมต่อคณะอนุกรรมการสรรหาเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 และมีความหวังว่าจะสามารถประกาศผลการแต่งตั้งได้ภายในเดือนมิถุนายน
แต่ในการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ครั้งที่ 33/2568 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ได้มีการพิจารณาผลการสรรหาที่คณะอนุกรรมการเสนอมา และมีมติว่า “ไม่มีผู้ใดผ่านเกณฑ์การคัดเลือก” เพื่อเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ทำให้จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถแต่งตั้งบุคคลใดเข้าดำรงตำแหน่ง ทำให้ความหวังในการได้ผู้อำนวยการตัวจริงภายในกลางปีนี้ต้องเลื่อนออกไปอีก
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานระบุว่า เพื่อให้การบริหารงานกลับมาเดินหน้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ คณะอนุกรรมการสรรหาได้เปิดรับสมัครรอบใหม่ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม-8 สิงหาคม 2568 โดยหากไม่มีอุปสรรคทางกฎหมายหรือปัญหาด้านคุณสมบัติผู้สมัคร คาดว่าจะประกาศผลได้เร็วที่สุดภายในเดือนสิงหาคม และอาจเสนอชื่อผู้เหมาะสมให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณาแต่งตั้งได้ภายในไตรมาส 4 ของปี 2568
อย่างไรก็ดี ความล่าช้าที่เกิดขึ้นย่อมกระทบกับการบริหารงานและตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในระดับนโยบาย เช่น การปรับโครงสร้างเงินส่งเข้ากองทุน การบริหารสภาพคล่อง โดยช่วงหลายปีที่ผ่านมาราคาน้ำมันโลกมีความผันผวนสูง กองทุนน้ำมันฯจึงต้องใช้เงินทุนจำนวนมากในการอุดหนุนราคาน้ำมันเพื่อลดภาระผู้บริโภค ส่งผลให้กองทุนประสบปัญหาสถานะทางการเงินติดลบ โดยสถานะล่าสุดของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 6 กรกฎาคม 2568 ยังคงติดลบอยู่ที่ -32,856 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นบัญชี LPG ที่ติดลบ -44,130 ล้านบาท ขณะที่บัญชีน้ำมันมีรายรับมากขึ้นจากการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันส่งเข้ากองทุน ทำให้บัญชีน้ำมันมียอดเงินสะสม 11,274 ล้านบาท
ที่ผ่านมากองทุนน้ำมันฯได้เข้าไปช่วยพยุงราคาดีเซลไว้ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2568 จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกองทุนต้องนำเงินไปพยุงราคาดีเซลถึง 5 ครั้ง เพื่อไม่ให้ราคาจำหน่ายปลีกเกิน 33 บาทต่อลิตร ซึ่งหลังจากสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกเริ่มดีขึ้นช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2568 กองทุนได้กลับมาเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้ดีเซลส่งเข้ากองทุนอีกครั้งจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ กองทุนน้ำมันฯยังคงต้องจ่ายหนี้ที่กู้จากสถาบันการเงิน 105,333 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2565-2566 วงเงินกู้ 18 งวด ปัจจุบันหนี้คงเหลือ 54,305 ล้านบาท ซึ่งจะต้องจ่ายเงินต้นประมาณ 1,400 ล้านบาท และดอกเบี้ยประมาณ 200 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งในเดือนกันยายนจะต้องจ่ายเงินต้นสูงสุด 2,000-3,000 ล้านบาท สภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯต่อเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท มีเงินเพียงพอสำหรับชำระหนี้ได้ คาดว่าจะสามารถชำระเงินกู้ทั้งหมดครบภายในปี 2571-2572 หรือเร็วสุดได้ในปี 2570-2571
ตำแหน่งผู้อำนวยการกองทุนน้ำมันฯ ถือเป็นตำแหน่งบริหารที่มีบทบาทสำคัญต่อการบริหารจัดการเงินทุนและกำหนดทิศทางนโยบายเกี่ยวกับการบริหารราคาน้ำมันในประเทศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจภาพรวม ดังนั้น ผู้อำนวยการกองทุนต้องบริหารจัดการงบประมาณกองทุนที่มีภาระอุดหนุนราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกผันผวนสูง และต้องบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพคล่องทางการเงินของกองทุน รวมถึงสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดตามนโยบายรัฐบาลด้วย
