คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
ปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เกิดขึ้นเป็นตัวอย่างให้เห็นในห้วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนของโลก ซึ่งเกิดจากภัยคุกคามจากภาษีการค้าของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในทางหนึ่ง กับแรงกดดัน บีบคั้นให้เลือกข้างจาก “มหามิตร” ประจำภูมิภาคอย่างจีนอีกทางหนึ่ง
ซึ่งทำให้ความเสี่ยงที่ประเทศอย่าง “เวียดนาม” และ “กัมพูชา” ตกอยู่ในสภาพกลายเป็น “เบี้ย” ในเกมช่วงชิงอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีสูงขึ้นทุกขณะ ผลักดันให้สองประเทศต้องหันกลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ปูมหลังในอดีตที่ผ่านมา เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งกันและกัน
ทรัมป์ประกาศจะเก็บภาษีขาเข้าสำหรับสินค้าที่ส่งมาจากเวียดนามและกัมพูชาสูงถึง 46 และ 49% ตามลำดับ สร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจมหาศาลให้กับทั้งสองประเทศ ในเวลาเดียวกัน การเดินทางเยือนประเทศในกลุ่มอาเซียนของประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” แห่งจีนในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โปรยหว่านคำมั่นสัญญาว่าจะลงทุนไปทั่ว
โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงเอาประเทศเหล่านี้ รวมทั้งเวียดนามและกัมพูชาให้ขยับเข้าใกล้การพึ่งพาในฐานะ “บริวาร” ของจีนให้มากยิ่งขึ้น เพื่อต่อต้านกับสิ่งที่ สี จิ้นผิง เรียกว่าเป็นพฤติกรรมอันธพาลฝ่ายเดียวของสหรัฐอเมริกา
ปรากฏการณ์การจับมือกันเป็น “หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ” ระหว่างเวียดนามกับกัมพูชาน่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงว่ากัมพูชาเพิ่งถอนตัวจากการเป็นส่วนหนึ่งของ “สามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนา” ที่ประกอบด้วย ลาว, กัมพูชา และเวียดนาม ออกมาเมื่อปี 2024 ที่ผ่านมานี่เอง พร้อมกันนั้นก็ผุดโปรเจ็กต์ “อื้อฉาว” ที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากทางการจีนออกมามากมาย รวมทั้งโครงการขุดคลอง ฟูนัน-เดโช และการบูรณะฐานทัพเรือเรียม เป็นต้น
รูปธรรมของความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจระหว่างเวียดนามและกัมพูชา เริ่มต้นจากการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ที่นครโฮจิมินห์ซิตี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ที่ผ่านมา ฝ่ายเวียดนามนำโดย โต ลัม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามผู้ทรงอิทธิพล พร้อมกับคณะกรรมการโปลิตบูโรทั้งคณะ ให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรี “ฮุน มาเนต” และบิดาผู้เป็นอดีตผู้นำที่ว่ากันว่ายังคงมีอิทธิพลทางการเมืองสูงสุดในกัมพูชา อย่าง “ฮุน เซน” พร้อมคณะ
การประชุมสุดยอดดังกล่าวซึ่งจัดขึ้นในเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเวียดนาม แตกต่างจากการพบปะทุกครั้งก่อนหน้านี้ ที่มักเต็มไปด้วยวาทกรรมสวยหรูเพื่อเชิดชูอุดมการณ์ซึ่งกันและกัน แต่เป็นการพบกันเพื่อแสวงหาความเป็นไปได้ในการร่วมมือกันทางด้านเศรษฐกิจ ผลของการหารือได้ข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมหลายประการ
รวมทั้งการกำหนดกรอบความร่วมมือทางด้านสาธารณูปโภค, การค้าข้ามแดนและการลงทุน และข้อตกลงว่าด้วยความริเริ่มด้านการท่องเที่ยวอย่างเป็นเอกภาพ ที่มีสโลแกน “เดินทางครั้งเดียว เที่ยวสามเป้าหมาย” ในลาว เวียดนาม และกัมพูชา
อีกสามเดือนหลังจากนั้น “ฮุน เซน” พบกับ “โต ลัม” อีกครั้งที่โฮจิมินห์ซิตี เช่นเดียวกัน เพื่อตอกย้ำคำประกาศร่วมในการสร้างความเชื่อมโยงอันแข็งแกร่งของทั้งสองประเทศ โดยมีการลงนามในความตกลงการค้าทวิภาคีสำหรับปี 2025-2026 ที่สาระสำคัญคือการลดภาษีขาเข้าสำหรับสินค้าที่ส่งออกมาจากทั้งสองฝ่าย
สำหรับรัฐบาลของฮุน มาเนต การจับมือเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในครั้งนี้มีเหตุผลรองรับอยู่มากมาย นี่คือการสร้างความหลากหลายในการแสวงหาหุ้นส่วนใหม่ทางเศรษฐกิจ โดยที่ไม่ต้องไปกระทบกระเทือนกับรากฐานความร่วมมือที่ผ่านมากับมหาอำนาจ ทั้งยังมีผลในการถ่วงดุลอิทธิพลของจีนที่เพิ่มสูงขึ้นทุกที จนกลายเป็นการพึ่งพา และก่อให้เกิดข้อครหาทางการเมืองภายในประเทศ ว่าเกิดการฉ้อฉลกันขึ้นมหาศาล ไร้ความโปร่งใสทางการเงิน ต้นทุนสูงผิดปกติ แต่กลับมีประโยชน์ต่อประชาชนกัมพูชาเองน้อยเกินไป
นอกจากนั้น การที่ค่าจ้างแรงงานในเวียดนามถีบตัวสูงขึ้น ก็กลายเป็นโอกาสอันดีที่กัมพูชาจะได้แทรกตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตของเวียดนาม โดยอาศัยแรงงานราคาถูกชาวเขมรอีกด้วย
ข้อเท็จจริงก็คือ ในปี 2024 ที่ผ่านมา เวียดนามไปลงทุนในกัมพูชาสูงถึง 550 ล้านดอลลาร์ มากเป็นอันดับที่ 2 รองจากจีนเท่านั้น
ขณะที่เม็ดเงินลงทุนของเวียดนามในกัมพูชาโดยรวมแล้วมากถึง 3,500 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นชาติจากอาเซียนที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชามากที่สุด บริษัทใหญ่ ๆ ของเวียดนาม อาทิ เวียตเทล, บีไอดีวี, ฮองอันยาลาย และกลุ่มยางพาราเวียดนาม (Vietnam Rubber Group) ล้วนมีฐานดำเนินการที่เข้มแข็งอยู่ในกัมพูชาทั้งสิ้น เชื่อมโยงผลผลิตทางการเกษตรของกัมพูชา เข้ากับตลาดระดับภูมิภาค ผ่านทางภาคอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปของเวียดนามนั่นเอง
การค้าระหว่างประเทศทั้งสองก็กระเตื้องขึ้น จากแนวโน้มลดลงในปี 2023 ในปี 2024 มูลค่าการค้ารวมของสองประเทศพุ่งขึ้นแตะหลัก 10 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 20% ของการค้าทั้งหมดของกัมพูชา
ในขณะที่การขาดดุลการค้าของกัมพูชา ซึ่งสูงถึง 753 ล้านดอลลาร์ในปี 2023 ลดลงมาอยู่ในราว ๆ 480 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 แม้จะเพียงเสี้ยวเดียวของมูลค่าการขาดดุลที่กัมพูชามีต่อจีนสูงถึง 8,000 ล้านดอลลาร์ แต่ก็ช่วยให้ ฮุน มาเนต มีข้ออ้างถึงความพยายามในการสร้างดุลยภาพทางการค้าสำหรับการเมืองภายในประเทศได้เป็นอย่างดี
ในแง่ของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน มีการปรับปรุงขยายเส้นทางสายโฮจิมินห์ซิตี-ม็อกไบ ให้เป็น “ทางด่วน” กำหนดจะแล้วเสร็จในปี 2027 เพื่อเชื่อมต่อกับถนนสายบาเวต-พนมเปญ ที่จะทำให้ระยะเวลาในการเดินทางจากโฮจิมินห์ซิตีถึงพนมเปญลดลงกว่าครึ่ง แถมยังอ้างได้ว่าเป็นเส้นทางเพื่อขยายการค้าในภูมิภาคได้อีกด้วย
สำหรับเวียดนาม การกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับกัมพูชา ช่วยให้อุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศลดแรงกดดันจากค่าจ้างแรงงานในประเทศที่ถีบตัวสูงขึ้นทุกที จนลดทอนขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ในแง่นี้กัมพูชา สำหรับเวียดนามเป็นการขยายฐานการผลิตให้กว้างขวางออกไป มากกว่าที่จะเป็นการได้ตลาดใหม่ ๆ สำหรับระบายสินค้าเพียงอย่างเดียว
เวียดนามไม่สามารถแทนที่สหรัฐอเมริกาในฐานะตลาดส่งออกหลักของกัมพูชาได้ แต่บริษัทต่าง ๆ ก็สามารถช่วยให้ทั้งกัมพูชาและเวียดนามได้มีตลาดทางเลือกใหม่ได้ ผ่านเครือข่ายการผลิตข้ามแดน กัมพูชาเองสามารถเรียนรู้ทักษะฝีมือแรงงาน ได้ประโยชน์จากการสร้างงาน และการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตระดับโลก ส่วนเวียดนามก็สามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศไว้ได้เช่นกัน
ปัญหาท้าทายในการบูรณาการเศรษฐกิจของเวียดนามและกัมพูชาในครั้งนี้ หนีไม่พ้นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความแตกต่างของขนาดทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศทั้งสอง และความเสี่ยงทางการเมือง โดยเฉพาะความอ่อนไหวในความรู้สึกของประชาชนชาวกัมพูชาที่สืบทอดมาจากอดีต ที่จะเป็นมาตรวัดฝีมือบริหารจัดการของรัฐบาลฮุน มาเนต ได้เป็นอย่างดี