โรคพาร์กินสัน มีอาการแบบไหน เกิดจากอะไร รักษาได้อย่างไร?
โรคพาร์กินสัน เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของระบบประสาทและสมองที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ส่งผลให้เกิดอาการมือสั่น มีการเคลื่อนไหวร่างกายที่ช้าลง หรือไม่สามารถทรงตัวได้ตามปกติ ซึ่งใครที่กำลังสงสัยว่าตัวเองเผชิญกับโรคพาร์กินสันอยู่หรือไม่ หรืออยากทราบถึงข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้ว่าเกิดจากอะไร อาการเป็นแบบไหน หรือมีแนวทางในการรักษาอย่างไรได้บ้าง สามารถไขข้อสงสัยไปพร้อม ๆ กันได้ในบทความนี้
ทำความรู้จักโรคพาร์กินสันคืออะไร?
โรคพาร์กินสัน หรือ Parkinson’s Disease คือ โรคที่เกิดจากความเสื่อมของระบบประสาทและสมองส่วนกลาง มีการผลิตสารสื่อประสาทอย่างโดปามีน (Dopamine) ลดน้อยลง ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของร่างกายมีความผิดปกติ เช่น มือสั่น, แขนสั่น, ทรงตัวลำบาก หรือเคลื่อนไหวร่างกายช้าลง
โดยโรคพาร์กินสันพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ 50-60 ปีขึ้นไป ซึ่งถ้าสังเกตเห็นอาการของโรคแล้ว ควรรีบพบแพทย์และเข้ารับการรักษาแต่เนิ่น ๆ เพื่อไม่ให้รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
โรคพาร์กินสันมีลักษณะอาการเป็นแบบไหน?
โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวร่างกายโดยตรงเนื่องจากการทำงานของระบบประสาทและสมองเสื่อมสภาพ ขณะเดียวกันก็มีอาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวเช่นเดียวกัน โดยผู้ป่วยพาร์กินสันมักมีอาการที่พบได้บ่อย ดังนี้
อาการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว
- ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมักมีอาการมือสั่น แขนสั่น ขาสั่น ทั้งในเวลาที่อยู่นิ่ง ๆ และเวลาที่ออกแรง
- การพูดที่ผิดปกติ เช่น พูดช้า เสียงเบา ติดอ่าง
- กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง ขยับเขยื้อนลำบาก เช่น กล้ามเนื้อแขน ขา หรือแม้แต่กล้ามเนื้อใบหน้าส่งผลให้แสดงออกทางสีหน้าน้อยลง กะพริบตาช้าลง หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนน้ำ การกลืนอาหาร
- อาการทรงตัวลำบาก ก้าวเดินผิดปกติ เดินเท้าชิด หรือเดินซอยเท้า
- ลุกขึ้นจากที่นั่งได้ยาก หมุนตัวลำบาก หรือเวลานอน พลิกตัวลำบากมากขึ้น
อาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว
- ความจำสั้นลง และรุนแรงถึงขั้นความจำเสื่อมหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง
- มีเหงื่อออกเยอะผิดปกติ
- รู้สึกวูบ วิงเวียนศีรษะเวลาหมุนตัว ลุกขึ้นจากที่นั่ง
- ควบคุมการปัสสาวะไม่ได้ เช่น ปัสสาวะบ่อยขึ้น กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
- ความสามารถในการรับรู้กลิ่นและรส ลดน้อยลง
- มีภาวะท้องอืด หรือท้องผูก
- นอนไม่หลับ นอนกรน หรือนอนละเมอ
- อ่อนเพลีย น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีอาการทางสุขภาพจิต เช่น ซึมเศร้า เครียด หรือวิตกกังวล
โรคพาร์กินสันมีสาเหตุมาจากอะไร?

เบื้องต้นเข้าใจกันไปแล้วว่าโรคพาร์กินสันเกิดจากความเสื่อมของระบบประสาทและสมองส่วนกลางที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว แต่จริง ๆ แล้วปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่าโรคพาร์กินสันเกิดจากสาเหตุอะไร ทั้งนี้มีการสันนิษฐานว่าปัจจัยดังต่อไปนี้อาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดโรคพาร์กินสันได้ง่ายขึ้น
- ลักษณะทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น
- อายุที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 50-65 ปี จะพบว่าป่วยเป็นโรคพาร์กินสันมากกว่าวัยรุ่น เนื่องจากการเสื่อมสภาพของระบบประสาทและสมองตามวัย
- ผลพวงจากโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคประสาทและสมอง เช่น โรคหลอดเลือดในสมองแตก สมองขาดออกซิเจน เนื้องอกในสมอง ตลอดจนได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะและกระทบกระเทือนสมอง
- การรับประทานยาบางชนิดที่ส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง เช่น ยาบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ, ยาแก้อาเจียน, ยากล่อมประสาท หรือยารักษาอาการทางจิต
- การสัมผัสสารเคมีมาเป็นระยะเวลานาน เช่น ยาฆ่าแมลง สารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือวัชพืช
โรคพาร์กินสันมีกี่ระยะ แต่ละระยะมีอาการแบบไหน?
โรคพาร์กินสัน คือโรคที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกายโดยตรง ผู้ป่วยมักมีอาการอวัยวะอย่างมือ แขน ขาสั่น หรือมีปัญหาทรงตัวลำบาก เดินช้าลงผิดปกติได้ ซึ่งระดับความรุนแรงอาการของโรคพาร์กินสันสามารถแบ่งออกเป็น 5 ระยะดังนี้
- ระยะที่ 1 ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมีอาการเริ่มต้นที่พบได้บ่อย คือ เมื่อหยุดพักหรือไม่เคลื่อนไหวอวัยวะ บริเวณนิ้ว มือ แขน หรือขาจะมีอาการสั่น หรือบางรายอาจมีอาการปวดเมื่อยตัวร่วมด้วย ซึ่งจะเป็นเพียงข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย
- ระยะที่ 2 อาการสั่นตามอวัยวะต่าง ๆ จะเริ่มชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะจากเดิมที่มีอาการเพียงข้างใดข้างหนึ่งอาจลุกลามไปยังอีกข้างได้ รวมถึงมีพฤติกรรมเดินช้าลง เดินแล้วตัวโค้ง โก่งงอไปด้านหน้า พูดเสียงเบา การแสดงสีหน้าลดลง
- ระยะที่ 3 ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการทรงตัวที่ผิดปกติมากขึ้น เช่น ลุกยืนลำบาก หกล้มง่าย
- ระยะที่ 4 อาการป่วยของโรคพาร์กินสันจะค่อนข้างกระทบการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น เนื่องจากมีอาการกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง เคลื่อนไหวร่างกายช้าลง ไม่สามารถยืนได้เป็นปกติ ผู้ป่วยระยะนี้ิมักจะต้องพึ่งพาผู้ช่วยในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น
- ระยะที่ 5 เป็นระยะที่รุนแรงที่สุด พบทั้งอาการมือเท้าหงิกงอ ใบหน้าไม่แสดงสีหน้า เสียงแผ่ว มีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนอาหาร ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงในที่สุด
แนวทางในการรักษาโรคพาร์กินสัน
ในปัจจุบัน นอกจากโรคพาร์กินสันจะมีสาเหตุที่ไม่แน่ชัดแล้ว ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดเช่นเดียวกัน แนวทางการรักษาในปัจจุบันจึงเป็นการบรรเทาอาการและชะลอการดำเนินของโรคให้ได้มากที่สุด โดยการรักษาโรคพาร์กินสันสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น
- การใช้ยาในกลุ่ม Levodopa เพื่อเพิ่มระดับสารโดปามีนในสมอง ช่วยให้การเคลื่อนไหวของร่างกายกลับมาเป็นปกติมากขึ้น หรือการใช้ยาฉีดต่อเนื่องใต้ผิวหนัง (Apomorhine infusion) ในผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อยากินได้ไม่ดี
- ทำกายภาพบำบัด และออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ ลดอาการแข็งเกร็ง และช่วยเรื่องการทรงตัว
- การผ่าตัดด้วยการฝังเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation, DBS) สำหรับผู้ป่วยที่ผ่านการรักษาด้วยยาแล้วแต่ตอบสนองได้ไม่ดี
- การจี้สมองส่วนลึกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงเข้มข้นผ่านกระโหลกศีรษะ (MR-Guided Focused Ultrasound, MRgFUS) อีกแนวทางรักษาโรคพาร์กินสันแบบไม่ผ่าตัด ใช้รักษากลุ่มที่มีอาการสั่นเด่น (Tremor-dominant Parkinson’s) ได้ดี
โรคพาร์กินสัน รู้อาการเร็ว รักษาทัน คุณภาพชีวิตดีกว่าเดิม
โรคพาร์กินสัน โรคความเสื่อมทางระบบประสาทและสมองที่ทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย ส่งผลให้เกิดอาการมือสั่น กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง ทรงตัวลำบาก ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี เช่น การใช้ยา การผ่าตัด หรือการทำกายภาพบำบัด เพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคนี้ดียิ่งขึ้น
สำหรับผู้ที่เผชิญกับปัญหาการเคลื่อนไหวร่างกายที่ผิดปกติ หรือมีอาการของโรคพาร์กินสัน สามารถขอคำปรึกษาได้ที่โรงพยาบาลพระรามเก้า เพราะที่นี่มีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคสมองและระบบประสาทคอยตรวจวินิจฉัยและดูแลการรักษาทุกขั้นตอน พร้อมด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยีในการรักษาที่ทันสมัยและได้มาตรฐาน เพื่อการรักษาที่ตรงจุดและเหมาะสมกับปัญหาของแต่ละบุคคลได้มากที่สุด
ช่องทางการติดต่อ
ศูนย์สมองและระบบประสาท ชั้น 5 อาคาร A โรงพยาบาลพระรามเก้า
- Facebook: Praram 9 hospital
- Line @Praram9Hospital
- โทร. 1270