Skip to content

หน่วยงานรัฐ เร่งวางกรอบกำกับดูแล กรณี ‘Worldcoin’ สแกนม่านตาแลกคริปโต

23 ก.ค. 2568 | 13:54น.
หน่วยงานรัฐ เร่งวางกรอบกำกับดูแล กรณี ‘Worldcoin’ สแกนม่านตาแลกคริปโต

PDPC ผนึกหน่วยงานรัฐจับตา ห่วงการความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล เร่งวางกรอบกำหนด กรณีโปรเจ็กต์ Worldcoin ของผู้ก่อตั้ง OpenAI ให้ประชาชนมาสแกนม่านตาเพื่อรับเหรียญคริปโตฯ

จากการที่โปรเจ็กต์ Worldcoin ได้เริ่มติดตั้งอุปกรณ์สแกนม่านตา หรือลูก Orb ในประเทศไทย เพื่อยืนยันตัวตนรับเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี WLD ทำให้หน่วยงานรัฐซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการคุ้มครองส่วนบุคคลออกโรงเตือนและหาแนวทางกำกับ

ก่อนอื่นมาดูกันว่า โปรเจ็กต์ World คืออะไร

สแกนม่านตาแลกคริปโต ? รู้จัก Worldcoin และข้อถกเถียงเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล

กระแสใหม่ในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังถูกจับตามอง นั่นคือการ “สแกนม่านตา” เพื่อยืนยันตัวตนในการรับโทเค็นคริปโต ซึ่งหนึ่งในโครงการที่ใช้แนวคิดนี้คือ Worldcoin ที่มีจุดประสงค์เพื่อสร้างระบบยืนยัน “ความเป็นมนุษย์” (Proof of Humanity) บนโลกดิจิทัล

ผู้เข้าร่วมจะต้องสแกนม่านตาผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า Orb โดยข้อมูลชีวมิติที่ได้จะถูกนำไปใช้สร้างรหัสประจำตัวดิจิทัล จากนั้นผู้ใช้จะได้รับเหรียญคริปโตชื่อ Worldcoin (WLD) เป็นสิ่งตอบแทน

Orb เครื่องสแกนชีวมิติรับเหรียญ WLD
Orb เครื่องสแกนชีวมิติรับเหรียญ WLD

Worldcoin ริเริ่มโดย “แซม เอาต์แมน” ผู้ก่อนตั้ง OpenAI ภายใต้ความเชื่อที่ว่าต่อไปการแยกแยะระหว่างสิ่งที่เป็นเอไอ และมนุษย์ในโลกดิจิทัลจะยากขึ้นทุกที ดังนั้นจึงต้องเริ่มการเก็บข้อมูลชีวมิติเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์ไว้สำหรับกิจกรรมในโลกดิจิทัลในอนาคต

แนวคิดของ Worldcoin ถูกตั้งคำถามหลายด้าน เช่น ข้อมูลชีวมิติปลอดภัยจริงหรือ ? การเก็บม่านตาเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากรั่วไหลจะมีผลระยะยาว ข้อเสนอที่โปร่งใสพอหรือไม่ ? ยังมีผู้วิจารณ์ว่าการแจกคริปโตในบางพื้นที่อาจขาดความชัดเจนเรื่องสิทธิและผลกระทบ

นอกจากนี้ ยังมี การแอบอ้างชื่อ Worldcoin เพื่อหลอกลวง เริ่มมีรายงานว่ามีผู้ไม่หวังดีใช้ชื่อโครงการลวงให้สแกนตาเพื่อเก็บข้อมูลผิดกฎหมาย

ในประเทศไทย มีการนำ Orb คืออุปกรณ์ล้ำสมัยที่ใช้สแกนดวงตาและใบหน้าเพื่อสร้างหลักฐานดิจิทัลยืนยันความเป็นมนุษย์ที่มีความปลอดภัยสูงและไม่เปิดเผยรายละเอียดส่วนบุคคล

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 บริษัท Tools for Humanity (TFH) ผู้พัฒนา Worldcoin ได้จัดงาน “World Day 2025” ที่กรุงเทพฯ พร้อมเปิดตัวความร่วมมือกับพันธมิตรในไทย ได้แก่ COM7 (ร้าน Banana), JIB คอมพิวเตอร์, Bitkub, Binance TH, Bitazza, Pantip, Whoscall, Eventpop, Zentry เป็นต้น ได้ประกาศตั้งเป้าขยายการติดตั้งเครื่อง Orb กว่า 1,000 จุดทั่วประเทศ เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าถึงการยืนยันตัวตนให้ได้รับ World ID ได้สะดวกและปลอดภัย

World ID จะถูกนำไปเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มชั้นนำของไทยเพื่อยกระดับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว ตัวอย่างเช่น เว็บบอร์ด Pantip จะใช้ World ID เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในชุมชนออนไลน์และป้องกันบอตกระจายสแปม แอปพลิเคชั่น Whoscall โดยบริษัท Gogolook จะใช้ยืนยันว่าเจ้าของเบอร์โทรศัพท์เป็นบุคคลจริง เพิ่มความมั่นใจให้ผู้ใช้

ความเคลื่อนไหวจากหน่วยงานรัฐไทย

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPC ได้ส่งจดหมายข่าว (Press Release๗ ว่าได้มีการผนึกกำลังร่วมกับ ETDA – ก.ล.ต.- สอท.-ปอท.- DSI และภาคเอกชน ร่วมกันวางแนวทางกำกับดูแลการเก็บและใช้ข้อมูลชีวมิติ ภายหลังเกิดกรณีกิจกรรม “สแกนม่านตาเพื่อรับสินทรัพย์ดิจิทัล” ที่มีประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางความกังวลมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากกรณีประชาชนจำนวนมากเข้าสแกนม่านตาในกิจกรรมเพื่อรับสินทรัพย์ดิจิทัล จนมีความกังวลในประเด็นความปลอดภัยของข้อมูล หรือการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ตลอดจนความกังวลเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมาย สคส. เชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าว เพื่อตรวจสอบ ติดตาม และวางแนวทางร่วมกัน

ทั้งหน่วยงานจากภาครัฐ และเอกชน ได้แก่ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA), สำนักงาน ก.ล.ต., สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.), กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), ศูนย์ PDPC Eagle Eye พร้อมด้วยภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัด, บริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด, บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน), บริษัท เจ.ไอ.บี. คอมพิวเตอร์ กรุ๊ป จำกัด และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)

Orb เครื่องสแกนชีวมิติรับเหรียญ WLD
PDPC และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจับตา Orb เครื่องสแกนชีวมิติรับเหรียญ WLD

สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือ การวางกรอบมาตรการที่ชัดเจนต่อการใช้ข้อมูลชีวมิติ (Biometric Data) โดยเฉพาะข้อมูลม่านตา ซึ่งถือเป็น “ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว” ตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) และมีเนื้อหาประเด็นร่วมของทุกหน่วยงาน ได้แก่

• สคส.จะเข้าตรวจสอบขั้นตอนการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลให้เป็นไปอย่างชัดแจ้ง รวมถึงการแจ้งวัตถุประสงค์และสิทธิในการเพิกถอนข้อมูล หากพบการฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมาย PDPA ทันที

• ETDA ร่วม PDPC Eagle Eye จะตรวจสอบว่าแพลตฟอร์มที่ใช้อยู่ใน World App ได้ผ่านการขึ้นทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามเกณฑ์จะต้องยุติการใช้งาน

• ก.ล.ต.จะตรวจสอบหากพบว่ามีการใช้แอปต่างประเทศเพื่อหารายได้ในระบบ จะดำเนินการตามระเบียบกฎหมายตลาดทุน

• ตำรวจไซเบอร์ยืนยันว่าจะดำเนินคดีในทันที หากพบการนำข้อมูลชีวมิติไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือมีการหลอกลวงให้สแกนม่านตาโดยจงใจ

ทางด้านตัวแทนบริษัทที่ดำเนินกิจกรรมดังกล่าวชี้แจงว่า การเก็บข้อมูลม่านตามีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อยืนยันตัวตนว่าเป็นมนุษย์ (Proof of Humanity) โดยไม่มีการจัดเก็บถาวร และข้อมูลจะถูกลบอย่างถาวรหลังการใช้งาน พร้อมส่งหลักฐานให้ สคส.ตรวจสอบ

นอกจากนี้ บริษัทยังให้คำมั่นจะดำเนินมาตรการเพิ่มเติม คือ จะจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจก่อนเข้าร่วมกิจกรรม โดยเตือนภัยเรื่องการรับจ้างสแกน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับเงินที่มาจากการกระทำผิด และยืนยันว่าแต่ละบัญชีสามารถใช้สิทธิได้เฉพาะเจ้าของเท่านั้น

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ กล่าวอีกว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของ สคส. และหน่วยงานพันธมิตรรัฐในการสร้างกลไกร่วมดูแลการใช้เทคโนโลยีชีวมิติในภาคประชาชน โดยเน้นย้ำว่า “เทคโนโลยีต้องไม่ละเมิดสิทธิ” และ “ข้อมูลส่วนบุคคลต้องอยู่ภายใต้ความยินยอมที่แท้จริง” การสแกนม่านตา หรือการใช้ข้อมูลชีวมิติในอนาคต ไม่ว่าจะในรูปแบบ Digital ID, AI-based KYC หรือ Blockchain-based Identity จะต้องได้รับการกำกับดูแลอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบนิเวศดิจิทัลไทยต่อไป

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ World

“World Chain” บล็อกเชนสำหรับมนุษย์ ?

โครงการ World กำลังจะมีการพัฒนา บล็อกเชน World Chain สำหรับการยืนยันตัวตนที่ปลอดภัย โปร่งใส และรองรับการใช้งานร่วมกับระบบนิเวศคริปโต ปัจจุบัน Worldcoin ได้ยืนยันตัวตนของผู้ใช้แล้วกว่า 27.4 ล้านคน ในกว่า 20 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่มีจุดให้บริการ Orb แล้วกว่า 58 แห่ง

โดยเหรียญ WLD เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีการซื้อขายราว 1.31 เหรียญสหรัฐ ปัจจุบัน มีมูลค่ารวม 2.35 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีปริมาณซัพพลายทั้งหมด 1 หมื่นล้าน WLD โดยมีการหมุนเวียนในระบบแล้ว 1.78 พันล้าน WLD

World ID ขึ้นทะเบียนมนุษยชาติ

ก่อนหน้านี้ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้แนะนำเรื่องโปรเจ็กต์สุดทะเยอยานของ “แซม เอาต์แมน” ที่ต้องการเก็บข้อมูลชีวภาพของมนุษย์ เพื่อจำแนกเราออกจากเอไอ

ข้อมูลชีวภาพที่ได้จะถูกเก็บในคริปโตวอลเลต เพื่อใช้พัฒนาฐานข้อมูลสำหรับจำแนกคนและเอไอในอนาคต ซึ่งการดำเนินโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความห่วงกังวลเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลชีวภาพ/ส่วนบุคคลของมนุษย์แลกกับเงินที่น้อยนิดในประเทศพัฒนาแล้ว แต่ในประเทศโลกที่สามเงินจำนวนดังกล่าวถือว่ามากพอสมควร

“เอาต์แมน” เปิดเผยถึงเป้าหมายของการพัฒนาว่าจากความสามารถของปัญญาประดิษฐ์เชิงกำเนิด หรือ Generative AI ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะความสามารถในการเลียนแบบมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่การใช้ภาษา เสียง และการแสดงภาพ รวมถึงการสร้างอวตารหรือบัญชีที่ปลอมเป็นมนุษย์เพื่อใช้สำหรับเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้ก่อนที่มนุษยจริงจะใช้ ซึ่งต่อไปเอไอเหล่านี้จะท้าทายระบบรักษาความปลอดภัยแบบดั้งเดิมอย่างมาก

ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างเทคโนโลยีสำหรับใช้ระบุตัวตน เพื่อแยกแยะความต่างระหว่างมนุษย์และเอไอ โดยเฉพาะเวลาทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งหากสำเร็จก็จะเปิดโอกาสใหม่ ๆ ทางเศรษฐกิจได้อีกมาก

กลไกการพิสูจน์ตัวตนเรียกว่า Proof of Personhood โดยพยายามเก็บข้อมูลทางชีวภาพของมนุษย์ให้ได้มากที่สุด ซึ่งทางผู้พัฒนาเลือกใช้ข้อมูลม่านตา เนื่องจากข้อมูลอื่น ๆ อย่างเช่น ลายนิ้วมือนั้นเปลี่ยนแปลงได้

ผู้สแกนจะต้องมีแอป World ซึ่งเปรียบเสมือนคริปโตวอลเลตที่ใชเก็บรหัสความปลอดภัยและการเข้าถึงข้อมูลของ World เมื่อสแกนม่านตาแล้วจะได้ World ID ที่เปรียบเสมือนรหัสพิสูจน์ตัวตนว่าคุณคือมนุษย์ที่อยู่ท่ามกลางโลกของเอไอ

นอกจากนี้ ยังมีการสร้างเหรียญคริปโต ออกมาเป็นค่าตอบแทนผู้สแกนม่านตาจำนวน 25 WLD

ข้อโต้แย้ง กับหลักการเรื่องความปลอดภัยในข้อมูล

ระหว่างที่มีการดำเนินการเก็บข้อมูลม่านตาทั่วโลก ภาพที่ประชาชนในประเทศโลกที่สามเข้าคิวรอสแกนและรับเงิน 25WLD ถูกเผยแพร่ไปทั่ว ทำให้คำถามเรื่องความปลอดภัยและการ “เสก” เงินจากอากาศเพื่อซื้อ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ของมนุษย์ถาโถมใส่ทีมพัฒนา

ในตัวหลักการ การเก็บข้อมูลม่านตาถือเป็นเรื่องเปราะบางอยู่แล้ว แม้จะอ้างว่ามีการป้องกันอย่างดี แต่ไม่มีอะไรรับประกัน เพราะตัวบริษัทเองยังไม่จัดตั้งเพื่อดำเนินการในสหรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย

World ก่อตั้งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร เช่นเดียวกับตอนที่ OpenAI ก่อเกิดขึ้น ซึ่งมีกองทุน VC จำนวนมากอยู่เบื้องหลัง และหนึ่งในนั้งคือกองทุนของนายแซม แบงก์แมน ฟรายด์ อดีตซีอีโอ FTX ที่โดนคดีฉ้อโกงและล้มละลายไปเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ภาพของความเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรไม่ชัดเจนนัก

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาแฝงอยู่มากมาย เมื่อ Worldcoin มีกองทุนหนุนหลัง ข้อมูลที่ได้ถูกรวมศูนย์และนำไปใช้ในทางที่ผิดหรือที่ก่อประโยชน์และกำไรแก่กองทุน

ดังนั้นการหลีกเลี่ยงปัญหาจากประเทศที่มีกฏหมายคุ้ทครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น European Union’s General Data Protection Regulations (GDPR) ในยุโรป หรือการคุ้มครองพลเมืองอเมริกัน ของสหรัฐก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่การสแกนม่านตาผู้คนทำได้ง่ายในประเทศกำลังพัฒนาที่อาจจะไม่ได้มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลบุคคล

นอกจากนี้ “เงินฟรี” ที่ แจกจ่ายหลังสแกนม่านตา แม้จะไม่ได้เยอะมากในประเทศรายได้สูง แต่กับประเทศที่กำลังพัฒนาถือว่าได้รับการตอบรับที่ดี ทำให้หลายฝ่ายมองว่าการเก็บข้อมูลด้วยวิธีนี้ไม่สง่างามเท่าไหร่นัก