Skip to content

จตุพร-ฉันทวิชญ์ เยือน ส.อ.ท. รับ 5 ข้อเสนอเอกชนฝ่าวิกฤตทรัมป์ 2.0

25 ก.ค. 2568 | 11:01น.
จตุพร-ฉันทวิชญ์ เยือน ส.อ.ท. รับ 5 ข้อเสนอเอกชนฝ่าวิกฤตทรัมป์ 2.0

“จตุพร-ฉันทวิชญ์” เยือน ส.อ.ท. ร่วมหารือแก้ปัญหาเศรษฐกิจและรับฟังข้อเสนอ กับความไม่แน่นอนของการค้าโลก ด้านเอกชนชง 5 ข้อขับเคลื่อนรองรับผลกระทบ พร้อมเตรียมร่างปฏิญญาความร่วมมือ เดินหน้าทีมไทยแลนด์

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ตนพร้อมด้วยนายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารระดับสูง ร่วมหารือกับนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และคณะผู้บริหาร เพื่อรับฟังข้อเสนอและผลักดันความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนอย่างใกล้ชิด รับมือความไม่แน่นอนของการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การหารือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรับฟังข้อเสนอและร่วมกำหนดแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทายของสถานการณ์โลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า เช่น ภาษีของสหรัฐ และ CBAM ของสหภาพยุโรป ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“กระทรวงพาณิชย์ต้องเป็นพาณิชย์หนึ่งเดียว จับมือกับ FTI ONE บูรณาการความร่วมมือ โดยจะร่วมกันร่าง ‘ปฏิญญาความร่วมมือ’ ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ และ ส.อ.ท. เพื่อแก้ปัญหาผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบ พร้อมติดตามความคืบหน้าทุก 10 วัน” นายจตุพรกล่าว

สำหรับข้อเสนอทั้งหมดจาก ส.อ.ท. สอดคล้องกับ 10 นโยบายเร่งด่วนของกระทรวงพาณิชย์ในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย โดยเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก การใช้กลยุทธ์ Soft Power และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ทุกภาคส่วน

“วันนี้เราต้องร่วมมือกันทั้งประเทศ กระทรวงพาณิชย์พร้อมเปิดใจ รับฟัง และทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ทีมไทยแลนด์ต้องเดินหน้าอย่างเป็นหนึ่งเดียว เพื่อผลักดันไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย ให้เกิดขึ้นจริง” นายจตุพรกล่าว

ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมพร้อมสนับสนุนการทำงานของกระทรวงพาณิชย์และรัฐบาล โดยได้เสนอแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจและดูแลผู้ประกอบการไทย 5 ประเด็นสำคัญ ซึ่งต้องเดินร่วมกันให้เป็นทีมไทยแลนด์ เพราะในวันนี้มีทั้งวิกฤตและโอกาส ดังนี้

1.ผลักดันมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการจากผลกระทบ Reciprocal Tariffs

  • ขอให้ภาครัฐสนับสนุนด้านกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญแก่ผู้ประกอบการ SMEs
  • ลดค่าใช้จ่ายทางธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าธรรมเนียมใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O)

2.เร่งการเจรจาลดภาษีรายสินค้าของสหรัฐ

  • โดยเฉพาะภายใต้มาตรา 232 ที่ยังจัดเก็บภาษีสูงในสินค้าสำคัญ เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม ยานยนต์ และชิ้นส่วน

3.ดำเนินมาตรการเชิงรุก ลดผลกระทบ Trade Diversion

  • เสนอให้ภาครัฐสามารถริเริ่มกระบวนการใช้มาตรการทางการค้าโดยไม่ต้องรอให้เอกชนยื่นเรื่อง
  • ใช้เครื่องมือทางการค้าให้ครบถ้วน เช่น มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD), การปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (SG), และการตอบโต้การอุดหนุน (CVD)
  • พิจารณาควบคุมการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มสูงผิดปกติ ตาม พ.ร.บ.การนำเข้า-ส่งออก พ.ศ. 2522

4.ส่งเสริมการเปิดตลาดใหม่ให้กับอุตสาหกรรมไทย

  • เร่งเจรจา FTA ฉบับใหม่ ๆ เช่น ไทย-ยูเรเซีย (EAEU)
  • สนับสนุนโครงการ SME Pro-active และกิจกรรม Trade Mission
  • เพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในสินค้าไทย (Made in Thailand : MiT)

5.สร้างระบบนิเวศการค้าชายแดนเพื่อการเติบโตระยะยาว

  • เสนอให้ภาครัฐร่วมบูรณาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การอำนวยความสะดวกด้านพิธีการ และการค้าชายแดนอย่างครบวงจร