วิกฤตแรงงานกัมพูชากระทบผลผลิตทุเรียนปีหน้า สิงหาคมนี้หวั่นกระทบลำไยภาคตะวันออกกว่า 400,000 ตัน ราคาร่วงล้งไม่เหมา-ไม่มีแรงงานเก็บ เสนอภาครัฐหามาตรการนำแรงงานลาวทดแทน ผ่อนปรน ลดค่าใช้จ่าย แก้ไขเก็บลำไยด่วน ก่อนวิกฤตผลผลิตภาคเกษตรภาคตะวันออกลดลงฤดูกาลหน้า
นายชลธี นุ่มหนู อดีตผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 และเจ้าของสวนทุเรียนใน อ.เขาสมิง จ.ตราด เปิดเผยกับ ”ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แรงงานกัมพูชาหลายหมื่นคนที่ทยอยกันอพยพกลับกัมพูชา จากสถานการณ์ชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ตั้งแต่มีประกาศปิดชายแดนตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. ถึงวันที่ 29 ก.ค. ที่มีการอพยพกันอย่างต่อเนื่อง 4-5 วันมาแล้ว
ทำให้เกิดวิกฤตแรงงานภาคเกษตรอย่างฉับพลัน แบบที่นายจ้างชาวไทยไม่ทันได้ตั้งตัว คือ 1) แรงงานเก็บเกี่ยวลำไยในจังหวัดจันทบุรี ที่ อ.โป่งน้ำร้อน และ อ.สอยดาว และที่ อ.คลองหาด จ.สระแก้ว ที่มีพื้นที่ปลูกลำไยเป็นจำนวนมากถึง 97% ของพื้นที่ภาคตะวันออก และคาดว่าจะมีผลผลิตกว่า 400,000 ตัน จำนวนแรงงานที่ต้องใช้ประมาณ 25,000 คน

ซึ่งลำไยนอกฤดูจะเก็บเกี่ยวผลได้ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2568-เมษายน ปี 2569 ถ้าสวนไม่มีแรงงานเก็บต้องทิ้งสวนไป 2) เจ้าของสวนที่ใช้แรงงานกัมพูชาแทบต้องหยุดกิจกรรมในสวนไปเลย โดยที่ภาคตะวันออก ระยอง จันทบุรี ตราด เป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่สำคัญ ทุเรียน ลำไย เงาะ มังคุด ผลผลิตภาคตะวันออกในฤดูกาลหน้ามูลค่าหลายแสนล้านบาท มีผลกระทบแน่นอน
ชาวสวนลำไยจะได้รับผลกระทบในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ ผลผลิตจะมียาวต่อเนื่องไปถึงเมษายนปีหน้า ถ้าไม่รีบแก้ไข ชาวสวนจะไม่ได้เก็บเกี่ยว ไม่ได้ขายผลผลิต ต่อไปจะมีปัญหาแย่งแรงงานตามมา ส่วนผลผลิตผลไม้หลัก ๆ ภาคตะวันออกหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน คือการบำรุงต้น ตัดแต่งกิ่ง ให้ปุ๋ย ฉีดยา ฉีดสารพ่นยา ทำใบ ทำดอก เพื่อผลผลิตในปีหน้าที่จะออกเดือนมีนาคม-เมษายน ปี 2569 ตอนนี้บางสวนไม่มีแรงงานแทบจะหยุดไปเลย
ถ้าเป็นสวนขนาดมากกว่า 50 ไร่ ไปถึงหลาย 100-1,000 ไร่ ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัวทำอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะสวนในพื้นที่ชายแดน จ.จันทบุรี จ.ตราด ไม่มีแรงงานกล้าเข้าไปทำต้องปล่อยทิ้งร้าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเป็นลูกโซ่ถึงผลผลิตปีหน้าต้องลดลง

ที่ผ่านมาเกือบสัปดาห์ยังไม่มีมาตรการจากภาครัฐที่จะแก้ไขวิกฤตนี้ ชาวสวน นายจ้างต้องเผชิญปัญหาตามลำพัง ที่น่ากังวลคือผลผลิตลำไยที่กำลังจะออกเดือนสิงหาคมนี้แล้ว แนวทางแก้ไขปัญหาคือ ชาวสวนหลายคนเห็นว่าแรงงานลาว น่าจะเหมาะสมที่สุดที่จะมาแทนแรงงานกัมพูชา เพราะมีการนำแรงงานลาวมาใช้กันอยู่บ้างแล้ว ลาวสื่อสารกันง่าย ทำงานในสวนได้ถ้านำมาฝึกทักษะเพิ่ม เพียงแต่แรงงานลาวที่นำเข้ามามีค่าใช้จ่ายสูงมากประมาณกว่า 20,000 บาท/คน
ภาครัฐต้องมีมาตรการผ่อนปรนการนำเข้าแรงงานจาก สปป.ลาว โดยให้เสียค่าใช้จ่าย น้อยลง และมีระบบการควบคุม มาตรการผ่อนปรนที่สะดวกประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะไม่แน่ใจว่าเมื่อไร่สถานการณ์จะคลี่คลายได้และความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาจะราบรื่นหรือไม่
“แรงงานลาวควรมีมาตรการผ่อนปรน แรงงานมี 2 ประเภท คือ 1) กลุ่มถือพาสปอร์ตท่องเที่ยว เข้ามาแล้วต้องประทับตราต่ออายุทุก 60 วัน ถ้าด่านกัมพูชาเปิดจะออกไปประทับตราทางด่านบ้านแหลมจันทบุรีได้ โดยเสียค่าใช้จ่าย 500 บาท เมื่อด่านปิดต้องไปประทับตราที่ชายแดนไทย-ลาว ที่ จ.หนองคาย มุกดาหาร นครพนม จากจันทบุรีจะมีค่าเดินทางเช่าเหมารถตู้ครั้งละไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท/คน ถ้ามีมาตรการให้ประทับตราได้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนั้น ๆ หรือขยายเวลาประทับตราออกไป 6 เดือน/ครั้ง เพื่อผ่อนปรนในระยะแรก
2) แรงงานที่นำเข้าโดย MOU ตามกฎหมาย จะเสียค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมสูงมาก ยิ่งถ้าผ่านบริษัทจัดหางาน ถ้าเป็นคนเดิมที่ต่ออายุ ค่าใช้จ่ายประมาณ 20,000 บาท/คน ระยะเวลา 2 ปี แต่ถ้าเป็นคนใหม่ที่ยังไม่มีพาสปอร์ต คือ คนละ 25,900 บาท ถ้ามีมาตรการเปิดให้แรงงานจากลาว เข้ามาแบบเสรี เข้าระบบประกันสุขภาพ นายจ้างช่วยจ่ายครึ่ง ให้ลงทะเบียนในจังหวัดนั้น ๆ จะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก เป็นแรงจูงใจซึ่งแรงงานจะต้องออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด แต่นายจ้างออกให้ก่อนและหักค่าแรงภายหลัง นายจ้างบางรายเพิ่งต่ออายุให้แรงงานกัมพูชาก่อนมีปัญหาชายแดน ต้องมาเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็น 2 เท่า” นายชลธีกล่าว
นายศิริไพบูลย์ วัฒณวงศ์ชัย อุปนายกสมาคมชาวสวนและไม้ผลจังหวัดสระแก้ว เปิดเผยกับ ”ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ฤดูเก็บเกี่ยวลำไยจังหวัดสระแก้วเริ่มต้นเดือนสิงหาคม-กุมภาพันธ์ 69 การแก้ไขตอนนี้คือ ใช้แรงงานไทย ซึ่งทักษะการเก็บสู้แรงงานกัมพูชาไม่ได้ และถ้าผลผลิตออกมาก ๆ 50,000-60,000 ตัน แรงงานไม่พอแน่นอน แรงงานลาวที่จะมาทดแทนเห็นด้วย แต่ค่าใช้จ่ายสูง ต้องหาทางลดค่าใช้จ่ายและสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการ
“ปัญหาที่ต้องเจอแน่ ๆ คือการโก่งค่าแรงงาน ตอนนี้ความหวังคือรอแรงงานกัมพูชาที่อาจจะได้กลับมาไม่เกิน 15 ส.ค. หลังมีการเจรจากันระหว่างไทย-กัมพูชา ในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ ช่วงสถานการณ์ปัญหาแรงงานกัมพูชา ส่งผลให้ปีนี้ไม่มีล้งมาเหมารับซื้อลำไยล่วงหน้าในสวนเหมือนทุกปี มีไม่เกิน 5%
น่าจะส่งผลให้ราคาต่ำมากจากราคาปีก่อน ตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามสัญญา กก.ละ 30-32 บาท เหมาสวน กก.ละ 20-40 บาท ปีนี้ ตามราคาลำไยในฤดูหน้าสวนตามคาดการณ์จากลำไยในฤดู กก.ละ 8-10 บาท ราคาหน้าล้ง 14 บาท/กก. แต่ตอนนี้ยังไม่มีล้งไหนเปิดราคา สภาพนี้ชาวสวนต้องหาทางออกกันเอง” นายศิริไพบูลย์กล่าว
ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดจันทบุรี ปี 2567 (สิงหาคม 67-เมษายน 2568) ผลผลิตลำไย จ.จันทบุรี 306,900 ตัน ส่งออกตลาดจีน 284,876 ตัน หรือ 81.85% ราคาเหมาสวน 20-40 บาท/กก. สัญญาซื้อขายล่วงหน้า 30-32 บาท/กก. รับซื้อก้นสวน 15-25 บาท/กก. และปี 2568 ข้อมูล สศท.6 ประมาณการผลผลิตลำไยภาคตะวันออกครั้งที่ 1 มิถุนายน 2568 พื้นที่ 8 จังหวัด มีจำนวน 441,543 ตัน จันทบุรี 353,474 ตัน สระแก้ว 81,693 ตัน ฉะเชิงเรา 2,128 ตัน ปราจีนบุรี 2,006 ตัน ระยอง 1,127 ตัน ชลบุรี 786 ตัน ตราด 277 ตัน นครนายก 52 ตัน