เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
จับตา ครม.ถกจัดทัพ บิ๊ก ขรก.เศรษฐกิจ-ตั้งโฆษกรัฐบาลคนใหม่-ร่าง กม.หนุนสตาร์ทอัพ
Politics จับตา ครม.ถกจัดทัพ บิ๊ก ขรก.เศรษฐกิจ-ตั้งโฆษกรัฐบาลคนใหม่-ร่าง กม.หนุนสตาร์ทอัพ
ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
News ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
Economic บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
Economic ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
Business SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
News 148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
Tech เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ดูทั้งหมด

กรุงศรีฯ คาดเงินบาทซื้อขาย 32.25-32.85 บาท มองภาษี 19% หนุนการแข่งขัน-ความเชื่อมั่น

04 ส.ค. 2568 | 11:22น.
ค่าเงินบาท

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดยกลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ คาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 32.25-32.85 บาทต่อดอลลาร์ หลังเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 5 สัปดาห์ ชี้ตัวเลขจ้างงานแย่เกินคาด ถ่วงการฟื้นตัวเงินดอลลาร์ เผยอัตราภาษี 19% หนุนการแข่งขันของไทย-เพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุน

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.25-32.85 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 32.84 บาทต่อดอลลาร์ หลังซื้อขายในกรอบ 32.33-32.84 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 5 สัปดาห์ เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่

ขณะที่ดัชนีดอลลาร์แตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงดอกเบี้ยไว้ที่ 4.25-4.50% โดยตลาดตอบรับโทนการสื่อสารที่แข็งกร้าวของประธานเฟดในช่วงแถลงข่าว ซึ่งไม่ให้คำมั่นว่าจะลดดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. โดยระบุว่าเฟดต้องการเห็นข้อมูลมากขึ้น

อนึ่ง ผลโหวตให้คงดอกเบี้ยอยู่ที่ 9 ต่อ 2 เสียง โดยมีกรรมการสองรายสนับสนุนให้ลดดอกเบี้ยลงในรอบนี้ สองเสียงคัดค้านนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปีของการประชุมเฟด ซึ่งมักมีมติเกี่ยวกับการตัดสินใจด้านดอกเบี้ยอย่างเป็นเอกฉันท์ ทางด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) คงดอกเบี้ยที่ 0.5% ตามคาด และปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อขึ้นเล็กน้อย

ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทย 1,775 ล้านบาท แต่ขายพันธบัตร 1,848 ล้านบาท สำหรับในสัปดาห์นี้ ขณะที่ข้อมูลจ้างงานเดือนกรกฎาคมของสหรัฐ แย่เกินคาด รวมถึงการทบทวนตัวเลขเดือนมิถุนายนและพฤษภาคมลงอย่างมีนัยสำคัญ สั่นคลอนการฟื้นตัวของค่าเงินดอลลาร์จากความชัดเจนเรื่องภาษีและมุมมองที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐสามารถรับมือแผนการเก็บภาษีศุลกากรที่รัฐบาลสหรัฐประกาศตลอดเดือนกรกฎาคม และการทำข้อตกลงนาทีสุดท้ายกับหลายประเทศในเอเชีย

อนึ่ง เรายังคงเชื่อว่ามาตรการภาษีนำเข้าส่งผลลบต่อค่าเงินดอลลาร์ในระยะยาว ผ่านผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ และกดดันอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง ซึ่งจะสนับสนุนการกระจายการลงทุนบางส่วนออกจากสหรัฐในที่สุด ขณะที่ยุโรปและจีนดำเนินนโยบายกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศมากขึ้น นอกจากนี้ คาดว่าธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) จะลดดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 7 สิงหาคม

สำหรับปัจจัยในประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่าอัตราภาษี 19% ที่ตกลงกับสหรัฐจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระดับโลก เพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราใหม่นี้ต่ำกว่าระดับ 36% ที่ประกาศเมื่อวันที่ 2 เมษายนอย่างมีนัยสำคัญ และสอดคล้องกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ก่อนหน้านี้กระทรวงคลังปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2568 เล็กน้อยเป็น 2.2% จากเดิมประเมินไว้ที่ 2.1%